zylostudio

Character Design & Animation News

 

 

 

เคยเป็นประเด็นดราม่าถกเถียงกันหลายระลอก เกี่ยวกับฟรีแลนซ์ที่รับงานออกแบบหรืองานศิลปะ แล้วตั้งราคาสูงไปบ้าง ต่ำไปบ้าง จนเพื่อนร่วมวงการระส่ำระส่าย สืบเสาะหากันว่า “ราคากลางคือเท่าไหร่?” “เรามาตั้งสมาคมเพื่อกำหนดราคากลางกันมั้ย?”  หรือแม้แต่เพื่อนฝูง รุ่นน้องในวงการของผมเองก็มีสอบถามโดยตรงกันมาหลายครั้ง ผมคงตอบได้ก็แค่ “ราคามาตรฐานของผมเอง” แต่คงตอบไม่ได้ว่า “ราคากลาง” คือเท่าไหร่... เพราะ “ราคากลาง ไม่มีจริง” !

 

ที่ผ่านมา มีประเด็นกับการตั้งราคาของการรับงานออกแบบหลายครั้ง พอมีคนรับงานถูกเกินไป คนอื่นๆ ก็คิดว่าถูกตัดราคาจนน่าเกลียด (แล้วใครจะมาจ้างกรู?)  บ้างก็หาว่างานฝีมือแค่นี้คิดราคาแพงโหด คนมีฝีมืออย่างชั้นยังคิดราคานิ๊สสเดียว (ตบหน้ากันเลยดีกว่า)  และพอมันเรื่องของงานที่มีคำว่า “ศิลปะ” เกี่ยวข้อง ก็เลยมีการกถเถียงกันแบบติ๊สๆ อย่างไม่จบสิ้น  ถึงแม้ว่าผมเองเป็นคนที่ทำงานศิลปะออกแบบตัวการ์ตูน แต่ผมกลับไม่มีคำว่า “ติ๊สแดก”  อยู่เลยเพราะจำเป็นที่จะต้องอยู่ในวังวนของการ “ทำมาหากิน” ทัศนะของผมจึงอาจต่างออกไป

ว่าถึงการตั้งราคา เราอาจจะมองไปที่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านของความพึงพอใจในสินค้าหรือบริการ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นด้านของความคุ้มค่าในการทำงานโดยคำนวนจากราคาต้นทุน  ด้านความพึงพอใจทางภาษาเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า อุปสงค์ (ความต้องการ)  และ อุปทาน (การเสนอขาย)  คือถ้าลูกค้าชอบผลงานของเรา ถ้าเป็นงานศิลป์ ก็เรียกว่าเป็น ความพึงพอใจล้วนๆ แต่คุณตั้งราคาเกินความพึงพอใจของลูกค้า คุณก็อาจจะโดนต่อหรือชวดงานได้  เป็นหลักการง่ายๆ  ซึ่งจะเห็นว่างานจากศิลปินชื่อดังแค่ตวัดพู่กันทีเดียวก็ตั้งราคาได้เป็นแสนๆ และยังมีคนซื้อ   ในส่วนของการออกแบบบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับฝีมือเลยนะครับ งานกากๆ บางงานก็ขายได้ขายดี  ในขณะที่งานเทคนิกขั้นเทพ ถ้าลูกค้าเห็นว่าไม่สวย เขาอาจจะไม่แลเลยก็ได้ ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองต่อความสวยงามต่างกัน  “Beauty is in the eyes of beholder”  ยิ่งสมัยนี้มันเกี่ยวข้องกับ “สไตล์” มากกว่า เรียกว่าลืมเรื่องเทคนิกกันไปได้เลย   ในด้านธุรกิจถ้าลูกค้าเห็นว่าภาพนั้นไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจของเขา ให้ฟรีก็ยังไม่เอา  จุดนี้คนที่มีชื่อเสียงแล้ว หรือ มีผลงานโดดเด่นมีเอกษลักษณ์กว่าก็คงจะได้ภาษีมากกว่าไม่ใช่น้อย ย้ำนะครับว่า “โดดเด่น มีเอกลัษณ์”  ไม่ใช่ “เก่งกว่า” หรือ “แก่กว่า”

 

ในอีกด้านหนึ่ง คือ “ค่าต้นทุน”  จริงๆ แล้วไม่ว่าการขายสินค้า บริการ หรืองานศิลปะ มันก็ล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น เพียงแต่งานออกแบบ มันมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลายสิ่งต่างจากการขายข้าวผัด  คดีดราม่าหลายคดี ซึ่งแม้แต่ตัวนักออกแบบเองที่บอกว่า “งานออกแบบไม่ฟรี เราก็ต้องกินข้าวนะจ๊ะ” มักจะอ้างถึงราคาต้นทุนที่จับต้องได้ เช่น “คอมพิวเตอร์เราก็ต้องซื้อนะ”  “ค่าไฟเราก็ต้องจ่าย”  “กูไม่ใช่ลูกเจ้าของบริษัทอินเตอร์เน็ท!”  ความจริงมันก็ถูกล่ะครับ แต่ก็มีอย่างอื่นมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่จับต้องได้เหล่านั้นเป็นเพียงต้นทุนชัดเจน (Exploit Cost)  ซึ่งน้อยนิดมาก การว่าจ้างการออกแบบ แน่นอน ลูกค้าต้องคิดว่าจะจ้างใคร เจ๋งแค่ไหน ไอ้คำว่า “เจ๋งแค่ไหน” นี่แหละครับ เป็นต้นทุนแอบแฝง เพราะ นักออกแบบไม่ได้เกิดมาออกแบบได้เลย แต่มันมาจาก “การศึกษา” ค่าเล่าเรียนหลายปีที่ผ่านมา “การฝึกฝน” คือการใช้เวลาอันมหาศาลที่เสียไปก่อนหน้านี้   “ความเจนจัดในการทำงาน” ซึ่งแลกมากับ การ ซื้อ อบรม หรือ ใช้เวลาศึกษาสื่อต่างๆ มากมาย (Reference)  สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่เราจ่ายไปก่อนหน้ารับงานแล้ว เป็นราคาที่รวมเข้าไปในการรับจ้าง  และถ้าคุณเคยทำงานกับฝรั่ง ลูกค้าฝรั่งจะถามว่า “ค่าตัวคุณต่อชั่วโมงเท่าไหร่?”  ฟรีแลนซ์ ไทยก็อึ้งละครับ เพราะแค่ Speak ก็งงแล้ว ยังจะมาถามค่าตัว ชั่วคราวหรือค้างคืน...หรือยังไง?  ความจริงแล้วทฝรั่งเขาคิดราคางานโดยคำนวนต่อชั่วโมงครับ เช่นเราประเมิณว่า งานนี้ทำงาน 20 ชั่วโมงเสร็จ เราก็เอาค่าตัวคูณจำนวนชั่วโมงได้เลย... สิ่งที่ตามมาคือ “ชิอ๋าย แล้วค่าตัวตูเท่าไหร่?”  ซึ่งก็มีหลายวิธีประเมิณนะครับ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับต้นทุนที่เราสั่งสมมา ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสิ้น  ลองหาอ่านดูทางอินเตอร์เน็ท  นี่เรายังไม่รวมถึง ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)  ซึ่งคือโอกาสในการทำสิ่งอื่นๆ ที่เราจะต้องเสียไปเมื่อรับงานชิ้นนี้

 

อีกข้อที่สำคัญมาก เพราะผมเองเป็นทั้ง ผู้รับจ้าง และ ผู้ว่าจ้าง จึงเข้าใจดี คือ ความมั่นใจในการจ้างงาน  สำหรับงานโปรดักชั่น ผมกล้าฟันธงว่าลูกค้าต้องการความมั่นใจในการได้รับงาน “ถูกต้อง” และ “ตรงเวลา” มากกว่าได้งาน “สวย”  ลูกค้าหลายคนบอกว่ายอมจ่ายแพงกว่า แลกกับตารางเวลาที่ชัดเจน และ ไม่เบี้ยว ไม่สาย หรือ ไม่ “แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์!”  (ใครเคยทำ ยอมรับซะ) ลูกค้าจะเอาวิดีโอพรีเซนเตชั่นสวยหรูไปทำไม ถ้าได้วิดีโอหลังงานแถลงข่าว?  เอา Ad เทพไปทำไมถ้าส่งไม่ทันพิมพ์?  หรือ จะเอาภาพการ์ตูนล้อเลียนไปทำไม ถ้ามันเสร็จหลังงานวันเกิด!!!  ยังมีอีกหลายข้อที่เป็น “ข้อได้เปรียบ” หรือ “ข้อบวก” ในการคิดราคา  เช่น “ความสบายใจ” ลูกค้าบางคนอาจชอบเราเพราะพูดจาภาษาเดียวกัน  บางคนอยากได้ “ความจริงใจ” เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกเอาเปรียบ  บ้างก็ว่าจ้าง เพราะ “ความพิศวาส” เช่น ฟรีแลนซ์ที่ทั้งติสแดก และเอ็กซ์แตก... (ว่าไปนั่น)

อย่าลืมว่า! ตามธรรมชาติลูกค้า ของยิ่งถูกก็ยิ่งน่าสนใจ แต่ของถูกที่ไม่ได้ตอบโจทย์ ก็ไม่มีประโยชน์ อันใดเลย  งานศิลปะไม่เหมือนอาหาร ซึ่งถ้าคุณหิวข้าว แต่ก๋วยเตี๋ยวถูกกว่า คุณอาจจะซื้อก๋วยเตี๋ยวแทนเพราะอิ่มเหมือนกัน แต่งานออกแบบ ถ้าลูกค้าอยากได้รูปหมูไปเป็นโลโก้ลูกชิ้นหมู แต่ คุณวาดรูปหมาได้ในราคาถูกกว่า.... แล้ว....???

จะเห็นว่าทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่มีข้อใดเลยที่เกี่ยวพันกับการ เปรียบเทียบราคาของคนอื่น หรือ อ้างอิงจากราคากลาง หลักการง่ายๆ ของผมเองก็คือ ได้เงินคุ้มแรง คุ้มเวลา คุ้มค่าประสบการณ์  และเสนอไปเป็นอุปทาน  ในขณะที่มั่นใจว่าอยู่ในช่วงที่ตอบรับกับอุปสงค์  คือได้ชิ้นงานที่ลูกค้าพอใจ บริการที่ประทับใจ และ ความมั่นใจในการจ้างงาน  ฉะนั้น ใครจะคิดราคาอย่างไร เท่าไหร่ ก็คงไม่เกี่ยวกัน   ถึงอย่างไรเรายังจำเป็นต้องศึกษาราคาของคนอื่นๆ ไว้บ้าง เพื่อทราบความเป็นไปของตลาด ทราบปริมาณความต้องการในแวดวงธุรกิจ (สังเกตุว่าผมพูดถึงตลาดล้วนๆ)  ที่สำคัญ คือการศึกษาตัวเอง ถ้าเรารู้จักตัวเองดี  แล้วล่ะก็ เราก็จะรู้ว่าราคานั้นมัน “ใช่” กับสิ่งที่เราหยิบยื่นไปให้ลูกค้าโดยที่ไม่ต้องแคลงใจใดๆ เลย และ ไม่ต้องสนใจเลยว่า ราคากลางคือเท่าไหร่... เพราะ... ราคากลางไม่มีจริง!

Comment

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ