บล็อกขี้เกียจของวารี

-แวะบล็อกนี้มีน้ำเย็นชื่นใจให้นั่งคิด-

ปกหนังสือเรื่องนี้มีภาพประกอบเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกในยุคอัศวิน และสไตล์ของเรื่องประกอบด้วยภาพก็เป็นแนวอัศวินผจญภัยแฟนตาซีตามที่นักอ่านสมัยนี้นิยมกันอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจและบอกได้ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะไม่ธรรมดาคือชื่อผู้แต่ง ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ผู้เรียนจบด้านจิตวิทยามาจากออสเตรเลียและมีผลงานทั้งรายการ หนังสือ คอลัมน์ต่างๆมากมาย การแต่งหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงธรรมดาแต่เพื่อนำเสนอการเอาชนะอุปสรรคทางใจที่เป็นนิสัย ความคิด ความรู้สึก ด้วยวิธีทางพุทธจิตวิทยา (พุทธศาสนาที่อธิบายได้ด้วยจิตวิทยา) โดยชื่อคน สิ่งของ สถานที่ ในนิยายแฟนตาซีเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งเป็นภาษาตะวันตกอย่างที่นิยมกัน แต่เป็นภาษาไทยปนบาลี ที่สะท้อนถึงความหมายทงพุทธศาสนาทั้งสิ้น ส่วนปีศาจทั้ง 8 ที่เป็นตัวแทนลักษณะทางลบของจิตใจคนก็มีชื่อที่น่ารัก เป็นการตั้งที่ชาญฉลาด สอดคล้องกันเป็นธีมเดียว และให้ความรู้สึกไม่แปลกแยกไปจากชีวิตประจำวัน นั่นคือ ปีศาจทั้ง 8 ต่างแฝงอยู่ในชีวิตธรรมดาของเราจนเป็นที่คุ้นเคยและไม่ยากเกินไปในการแก้ไข แต่ถ้าหากปล่อยพวกมันไว้ให้ระบาดในสังคมจนครอบงำจิตใจมนุษย์ในทุกๆด้านเมื่อไหร่ ปีศาจเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดหายนะร้ายแรงต่อสังคมมนุษย์ได้ ซึ่งผู้เขียนก็ได้ยกตัวอย่างที่แสดงว่าเขาเข้าใจปัญหาของสังคมเกษตรกรและพ่อค้าทุนนิยมเป็นอย่างดี รวมถึงการที่ปีศาจเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุของปัญหาด้วย และแน่นอนเมื่อเขาได้นำเสนอวิธีปราบปีศาจทั้ง 8 ไว้แล้ว ปัญหาสังคมที่เกิดจากความเห็นผิดของมนุษย์เหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่มีทางแก้ไขหากใช้หลักพุทธจิตวิทยาที่ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้จึงควรค่ายิ่งแก่การอ่านและแนะนำบอกต่อไปสู่สังคม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือู้ใหญ่ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายและสนุกด้วย

ชื่อ "อัศวินอุตุ" เป็นชื่อที่ช่วยทำให้หนังสือมีความตลก น่ารัก น่าเอ็นดู น่าอ่าน น่าสนใจในสายตาของเด็กและผู้ปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านไม่พบว่า มีเหตุผลใดจากเนื้อเรื่องที่จะมาสนับสนุนให้ต้องตั้งชื่ออัศวินคนนี้ว่าอุตุ นอกจากการบอกสั้นๆว่าเมื่อก่อนขี้เซา แต่พอโตมาหน่อยก็เริ่มขยันจนเป็นอัศวินอย่างปัจจุบัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินเรื่อง และเมื่อเรื่องดำเนินไปก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ใดที่หยิบเอาความขี้เซาในอดีตมาเล่นเพื่อย้ำการตั้งชื่อว่าอุตุอย่างที่ผู้อ่านคาดหวัง ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้อ่านแนะนำว่าสามารถเสริมได้อีก

การปราบปีศาจของอัศวินอุตุโดยคำแนะนำของปู่ปัญญา ในด้านพุทธจิตวิทยา วิธีการปราบปีศาจตัวแรกสร้างความทึ่งและประทับใจให้กับผู้อ่านมากอีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที แต่เรื่องราวในการปราบปีศาจตัวถัดๆไปกลับอ่อนลง ไม่น่าตื่นเต้นเท่าตัวแรก แม้มันจะเป็นการบอกโดยนัยว่า มีวิธีที่ "ง่าย" ในการปราบปีศาจแต่ละตัวก็ตาม เพราะอุปสรรคที่จบลงอย่างง่ายทำให้ความสนุกพลอยลดลงไปด้วย และกระบวนการที่ทำให้อัศวินถูกปีศาจครอบงำก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก สามารถเอามาเน้นและขยายให้คนอ่านคล้อยตามได้มากกว่านี้ ถ้าคนอ่านคล้อยตามปีศาจได้ก็จะรู้สึกอัศจรรย์ใจเมื่ออัศวินอุตุใช้วิธีจากปู่ปัญญาปราบปีศาจสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านก็นับถือผู้เขียนมากที่เอาวิธีการปราบปีศาจมานำเสนอให้เห็นความง่ายนี้

และจากการที่ปู่ปัญญาได้บอกกับอัศวินอุตุไว้ว่า "ตราบใดที่เจ้ายังจำคำสั่งสอนของข้าได้ ก็เท่ากับว่าข้ายังอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ" ทำให้ผู้อ่านคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากที่ปู่ปัญญาจากไปจริงๆ ที่จะทำให้อัศวินอุตุต้องพบกับบททดสอบทางปัญญาและกำลังใจที่ใหญ่หลวง แต่ปู่ปัญญาก็ได้แต่อยู่ในที่ปลอดภัย และอัศวินอุตุก็ยังคงมี safe zone คือการได้มาปรึกษาปู่ปัญญาตลอด (ยกเว้นศึกสุดท้ายที่สั้นมากแล้วปู่ปัญญาก็มาเร็วมากด้วย)

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านชอบและชื่นชมหนังสือเล่มนี้มาก เป็นหนังสือที่มีคุณค่าในทุกๆด้านมากที่สุดตั้งแต่อ่านหนังสือมา และจะติดตามผลงานของผู้เขียน (ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร) ไปเรื่อยๆ หากผู้เขียนต้องการเพิ่มอรรถรสความเข้มข้นให้กับหนังสือประเภทนิยายต่อไป ผู้อ่านคิดว่าผู้เขียนสามารถปรึกษาเพื่อนที่ชื่อ ดร.ป๊อบ (ฐาวรา สิริพิพัฒน์) เจ้าของผลงาน The White Road ที่สนุกตื่นเต้นตลอด 14 เล่ม ได้ทุกเวลาอยู่แล้วค่ะ ^_^ และขอบคุณ ดร.ป๊อบ ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านได้รู้จักด้วยนะคะ ^_^

สุดท้ายนี้ ขอมอบของขวัญให้ทุกท่านไปหาหนังสือ "อัศวินอุตุ" มาอ่าน แล้วจะได้พบ "ยันต์" ที่ขลังที่สุด ทรงพลังที่สุด และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะอุปสรรคจากภายในใจเราทุกคน "ยันต์" นี้ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าของได้ ต้องลองอ่านไปเรื่อยๆแล้วจะพบเองค่ะ

Comment

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ