Secret to Hide

ความลับที่ซ่อนเร้น

*
**
*** บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอในเชิงสันนิษฐานตามความเห็นส่วนตัวเพียงเท่านั้น ***
 
จากคำทำนายของมิเอรุในตอนที่ 22 ได้กล่าวไว้ว่า
 
“...ลางไม่ดีเลย ถ้านายไม่รู้ ฉันจะทำนายอนาคตของนายจากการวางการ์ดให้ก็ได้
เริ่มจาก มังกรของนายตรงกลางอยู่ในภาวะที่ไม่เสถียร
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอันยิ่งใหญ่
นกแสดงถึงความรู้สึกของนายเริ่มดีขึ้น
แต่แมงป่องที่ซ่อนตรงเท้า จะสร้างปัญหาให้นาย
และ งู แสดงว่า ยังมีอะไรแอบแฝงอยู่...
อีกนัยหนึ่ง อนาคตที่นายจะได้รับก็คือ ...ความผิดหวังอย่างรุนแรง อนาคตของนายจบลงที่ความมืดมิด!
 
ทีนี้ ให้ทาโรต์เทรย์ทำนายอนาคตให้นายบ้าง
การ์ดที่ทาโรต์เทรย์เผยให้เห็นก็คือ หอคอยตั้งตระหง่าน
ความหมายของการ์ดนี้ คือ พังทลาย ร่วงหล่น (ตกต่ำ) โศกนาฏกรรม (ภัยพิบัติ)
ได้โปรด หยุดเถอะ! ถ้าขืนนายยังไปต่อ จะมีอันตรายถึงชีวิต..”

ภาพจากตอนที่ 22 สาวน้อยพยากรณ์ โฟจุน มิเอรุ
ความหมายของการ์ดนี้ในไพ่ทาโรต์ (ตั้งปกติ) คือ การเปลี่ยนแปลงกะทันหัน รวดเร็ว รุนแรง ดุจฟ้าผ่า รวมถึงการปลดปล่อยด้วย
 
จากข้อมูลหลายแหล่งกล่าวไว้ว่า หอคอยนี้อาจจะอ้างอิงไปยังเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล เจเนซิส [Book of Genesis : คัมภีร์ปฐมกาล] กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโลกและมนุษย์ ที่มีเรื่องราวของหอคอยนี้ โดยมีชื่อว่า "บาเบล [Babel]" ที่มนุษย์สร้างขึ้นสูงเทียมฟ้าแล้วถูกพระเจ้าทำลาย เกิดจากการร่วมมือกันของมนุษย์ ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ลูกหลานของโนอาได้ขยายเผ่าพันธุ์กระจายตัวกันออกไป ในขณะที่ผู้คนทั้งโลกยังคงพูดภาษาเดียวกันอยู่ จึงได้ร่วมกันสร้างหอคอยสูงเทียมฟ้า ซึ่งทำให้มนุษย์หยิ่งผยองในความสามารถของตน ที่สามารถไปถึงพระเจ้าได้ด้วยกำลังของตนเอง ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงลงทัณฑ์ด้วยอัสนีบาต ทำให้หอคอยนั้นพังทลายลงมา มนุษย์ที่ตกลงมาแยกกระจัดกระจายกันออกไป ใช้ภาษาที่แตกต่างกัน สื่อสารกันไม่เข้าใจ การก่อสร้างหอคอยบาเบลจึงหยุดชะงักลงแค่นั้น
 
คนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจว่าจะสร้างเมืองและหอคอยที่สูงเทียมฟ้าและเชื่อมโลกให้เป็นหนึ่งเดียว (ปฐมกาล 11:4)
 
แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้พวกเขาคิดทำแผนการใหญ่เพื่อตนเอง เพราะคิดว่าพวกเขาสามารถยกตัวขึ้นเท่าเทียมพระเจ้าและแก้ปัญหาของตนได้เอง พระองค์จึงลงมาหยุดยั้งโครงการนั้น ทำให้พวกเขากระจัดกระจายไป “ทั่วพื้นแผ่นดิน” และพูดกันคนละภาษา (ปฐมกาล 11:8-9)

ภาพจากตอนที่ 87 เงาของเมืองหนึ่งที่ยูยะมองเห็น
จากเงาของเมืองที่มีหอคอยที่ตายูยะเห็น ก็คือ หอบาเบล นั่นเอง...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ!?
 
นี่คือ เรื่องราวที่ผมสันนิษฐานขึ้น เพื่อนำมาใช้กับเรื่องราวในยูกิโอ Arc-V เพียงเท่านั้น
 
     ...จากปฐมกาล (จุดเริ่มต้น) โลกยังคงมีเพียงมิติเดียวอยู่ (ภาษาเดียวกัน = การอัญเชิญรวมกันครบ) แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น (หายนะที่คล้ายกับเซโร่ริเวิร์ส) ทำให้โลกถูกแยกออกจากกันเป็น 4 มิติ โดยที่มิติสแตนดาร์ดเป็นมิติหลัก และไม่มีการอัญเชิญใดเป็นจุดเด่นพิเศษ จึงได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างการอัญเชิญแบบใหม่ขึ้นก็คือ การอัญเชิญเพนดิวลัม ที่สามารถเชื่อมไปยังการอัญเชิญพิเศษแบบต่าง ๆ ได้ ซึ่งอาจเป็นพลังที่หลงเหลือไว้เพื่อรวบรวมมิติกลับเป็นหนึ่งได้อีกครั้ง
 
จากหายนะในครั้งนั้น อาจเกิดจากร่างด้านมืดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจยูยะ ที่มีพลังมหาศาลเปรียบประดุจพระเจ้า [G.O.D.] มาทำลายอารยธรรมของมนุษย์ (ผู้สร้างหายนะ)
 
หมายเหตุ: G.O.D. Genesis Omega Dragon เป็นชื่อย่อของการ์ดลึกลับที่เป็นเป้าหมายใหญ่สุดของยูยะในภาคมังงะ แต่ในภาคอนิเม หมายถึง ตัวตนลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตัวยูยะเอง
 
Genesis ภาษากรีก หมายถึง “การเกิด” หรือ “ที่มา”
Omega เป็นพยัญชนะตัวสุดท้าย ตัวที่ 24 ในอักษรกรีก
 
ความทะเยอทะยานของอาคาบะ เลโอ ที่ปรารถนาจะรวมมิติทั้งสี่ให้เป็นหนึ่งเดียว (อีกครั้ง) โดยใช้เครื่องจักรขนาดยักษ์ ที่สามารถรวบรวมมนุษย์ในแต่ละมิติที่กลายเป็นการ์ดแล้ว เปรียบดังการสร้างหอบาเบลขึ้น

ภาพจากตอนที่ 36 มังกรคำรามพ้องกัน
จากเอฟเฟคของการ์ดกับดัก หอบาเบล [Tower of Babel] ในการ์ดยูกิเอง ก็ยังกล่าวถึงหายนะนี้
 
หอบาเบล [Tower of Babel]
กับดักต่อเนื่อง
เอฟเฟค: แต่ละครั้งที่การ์ดเวทมนตร์ทำงาน วางสเปลเคาน์เตอร์ 1 อันบนการ์ดนี้ เมื่อการ์ดเวทมนตร์นั้นแสดงผลแล้ว ถ้าสเปลเคาน์เตอร์อันที่ 4 วางบนการ์ดนี้: ทำลายการ์ดนี้ และผู้เล่นที่ใช้การ์ดเวทมนตร์นั้น จะรับความเสียหาย 3000
เมื่อสะสมจนครบอันที่ 4 หายนะก็มาถึง แต่ทว่า เลโอ ต้องการรวบรวมตัวเอกหญิงที่มีหน้าตาเหมือนกันในแต่ละมิติด้วย ซึ่งแต่ละคนมีกำไลข้อมือที่ประดับด้วยอัญมณีต่างสีกัน ซึ่งผมคาดว่า กำไลเหล่านี้ น่าจะมีไว้ป้องกันไม่ให้เกิดหายนะที่คล้ายกับครั้งนั้นเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งจากพลังของกำไลเท่าที่เปิดเผย ก็มีแต่เพียงของยูสึเท่านั้น
 
ทีนี้ เราจะสังเกตตอนที่ 22 และ ตอนที่ 88 จะห่างกันเป็น 4 เท่า [22*4] และชื่อตอนที่ 88 ก็คือ สายฟ้าฟาด ที่พระเจ้าใช้ลงทัณฑ์มนุษย์ด้วย
 
จากตอนที่ 23 ชื่อตอน Arcane Eye ดวงตาซ่อนเร้น หมายถึง การมองเห็นสิ่งที่ซ่อนไว้ ซึ่งผมได้กล่าวถึงไปแล้วในบทความเรื่อง “ดวงตา กับ เลขฐานแปด” ที่ว่า Rune-Eyes Pendulum Dragon ได้รับอิทธิพลมาจากกษัตริย์ของเหล่าทวยเทพแห่งนอร์สที่มีพระนามว่า “โอดิน [Odin]” โดยที่การ์ดนี้ต้องใช้มอนสเตอร์เผ่าจอมเวทย์เป็นวัตถุดิบรวมร่าง ที่คาดกันว่า เทพโอดินเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรรูนขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ของเหล่าพ่อมด แม่มด จอมเวทย์ทั้งหลายในแถบยุโรป
 
และจากตอนหนึ่งในบทความที่กล่าวถึงกษัตริย์ที่หันหน้าให้เห็นเพียงข้างเดียว จ้องมองไปยังสิ่งมีค่า (เพชร : ข้าวหลามตัด) และยกสิ่งนั้นมาให้กับพวกเรา นั่นน่าจะเป็นเทพโอดินนั้น ซึ่งเทพผู้มีตาเดียวนี้ ก็น่าจะหมายถึง Odd-Eyes (ตา 2 สี) นั่นเอง โดยที่สีเขียวหมายถึง ด้านที่เปิดเผยให้เห็น หรือการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของพระองค์ที่ได้รับมาจากการดื่มน้ำพุ ส่วนสีแดงหมายถึง ส่วนที่ปกปิด ซ่อนเร้นไว้ภายใน อันเป็นส่วนที่ตาบอดของพระองค์ ซึ่งยังมีความลับปกปิดซ่อนไว้ ยังมีความกังวลอยู่ ถึงแม้จะรู้แจ้งในสิ่งต่าง ๆ มากมายแล้วก็ตาม สิ่งที่ทรงกังวลก็คือ หายนะในวันสุดท้ายของโลก
 
ความหมายข้างต้นที่กล่าวมาก็คือ ดวงตาข้างเดียวที่เห็นในภาพทำลายล้างเมืองนั้น ก็น่าจะเกิดจากเทพพิโรธ หรือก็คือ ตัวตนที่ซ่อนอยู่ภายในยูยะนั่นเอง
 
จากการรวมมิติทั้งสี่ให้เป็นหนึ่งนี้ จะตรงกับ 4 ส่วนของเส้นโค้งที่ประกอบกันขึ้นเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม หรือ สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพในภาคดูเอลมอนสเตอร์ส หรือ กลายเป็นการ์ดวงแหวนแห่งสันติด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่า ภาค Arc-V นี้จะเน้นคำว่า “ยิ้ม” “ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม” Egao 笑顔 มากเป็นพิเศษ (จนบางคนเริ่มเอียน) รวมไปถึงการ์ดที่ยูโชฝากไว้กับโยโกะ ให้ส่งมอบให้กับยูยะเมื่อถึงเวลาก็คือ Smile World อีกด้วย
 
หมายเหตุ: เส้นโค้งที่ 5 คือ รอยยิ้มที่อยู่ภายใน นั่นคือ ความหมายของชื่อภาค Arc-V นี้อีกอย่างหนึ่งเช่นกัน
Ring of Peace
เวทมนตร์ปกติ
เอฟเฟค: เพื่อใช้งานการ์ดนี้ เราต้องจั่วจากช่วงดรอว์เฟสของเรา ขณะที่อีกฝ่ายควบคุมมอนสเตอร์ 3 ตัวขึ้นไป และเราไม่ได้ควบคุมการ์ด แสดงการ์ดให้อีกฝ่ายเห็น และเก็บไว้จนเริ่มเมนเฟสแรกของเทิร์นเดียวกันนั้น เราสามารถแสดงการ์ด 1 ใบในเด็คของเราและนำมาไว้ในมือเราได้
 
จากเอฟเฟคนี้ น่าจะหมายถึง การที่ 3 มิติพิเศษนั้น [Extra Dimensions] ได้มีการอัญเชิญในแบบเฉพาะของตนเองแล้ว แต่มิติหลักนี้กลับไม่มีการอัญเชิญใดเป็นจุดเด่นเลย การอัญเชิญและมอนสเตอร์ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการอัญเชิญแบบแอดวานซ์ หรือ การอัญเชิญแบบพิธีกรรมนั้น เป็นสิ่งที่ทุกมิติมีอยู่แล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า Standard มาตรฐานนั่นเอง จนยูยะได้บุกเบิกการอัญเชิญแบบใหม่ที่เรียกว่า “เพนดิวลัม” ขึ้นมา
 
จากเรื่องราวที่ได้สันนิษฐานมาข้างต้นนี้ บางคนอาจทำให้คิดอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกก็ได้ ถ้าใครมีความคิดเห็นกันอย่างไรก็แนะนำเพิ่มเติมได้เลยครับ เราจะได้มาสนทนาพูดคุยกัน…

Comment

  • #2 GotenGroup

    2017-05-12 21:27

    ขอบคุณครับ

  • #1 Terrato

    2016-01-18 11:39

    ...เรื่องการ์ดหอคอยนี้เคยคิดจะกล่าวถึงอยู่เมื่อตอนที่ฉายแล้วเสร็จใหม่ ๆ (ตอนที่ 22) แต่ว่า ออกจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการ์ดยูกิมากนัก ออกไปในเชิงทำนายเสียมากกว่า จึงได้ระงับไว้ มาคราวนี้ พอได้เห็นภาพดวงตาทำลายล้างนั่น (ตอนที่ 87) เงาหอคอยที่เห็นก็ทำให้นึกถึง หอคอย...ได้ในทันที (นึกรวมไปถึงชื่อตอนที่ 23 ด้วย Arcane Eye) แต่เนื่องจากยังไม่สามารถจะกล่าวได้เต็มที่ว่า บ่งบอกถึงอะไรกันแน่ บวกกับได้คิดเรื่องราวอีกอย่างไว้นานแล้ว (ยังไม่ขอพูดถึง เพราะอาจจะไม่ได้ทำ) จึงได้เลื่อนบทความล่าช้าออกไปอีก ซึ่งพอได้เห็นในเว็บบอร์ดจีนเค้าโพสเรื่องหอคอยไว้พอดี ก็ได้รู้ว่า มีคนนึกถึงสิ่งนี้เหมือนกับเราด้วย (หลังจากดูทบทวนตอนที่ 22-23 เสร็จพอดี) ดังนั้น จึงขอบอกไว้ ณ ที่นี้ และขอบคุณที่อ่านและติดตามผลงานมานานจนถึงบทนี้ด้วยครับ

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ