Okay Mai

พื้นที่แบ่งปันทุกเรื่องราวที่สนใจอย่างลงตัว สบาย ๆ

ที่มา

หลังจากที่ กิจกรรมก้าวคนละก้าว ได้ดำเนินการมา ได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ในสังคมรูปแบบใหม่ที่ควรทำความเข้าใจภายใต้ความซับซ้อนของสังคมไทย ในขณะเดียวกันข้อวิจารณ์ที่มีอยู่ ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ให้เพื่อเกิดปัญญาในสังคมไปพร้อมกันได้  ผู้เขียนจึงตัดสินใจนำกิจกรรมดังกล่าวมาชวนให้มองอีกครั้ง  ในที่นี้ขอนำเสนอมุมมองต่อกิจกรรมดังกล่าว 3 ประการ คือ

 

1. ก้าวคนละก้าวคือ กิจกรรมการบริจาคที่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่

 

ที่มา:ก้าวคนละก้าว ครั้งสุดท้ายของ "ตูน บอดี้แสลม"

 

หากลองนึกถึงภาพการระดมเงินเพื่อบริจาคช่วยกิจการใดสักแห่งในอดีต เราจะนึกถึงการออกรายการโทรทัศน์ และมีจำนวนโทรศัพท์ตั้งเรียงรายรอรับการโทรเข้ามาบริจาค โดยมีดารา หรือเหล่าผู้มีชื่อเสียงทางสังคม มานั่งรอรับสาย ในระหว่างนั้น ทีวีก็เสนอรายการบันเทิงไปพร้อมกันระหว่างการรับบริจาค ซึ่งรูปแบบการบริจาคดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์สังคมยุคปัจจุบันเสียแล้ว ในขณะที่ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ”กำหนดวิ่งจาก เบตง - แม่สาย วันที่ 1 พย - 25 ธค 2560 ระยะทาง ระยะทาง 2,191 กม. นั้น เป็นรูปแบบการบริจาคในสังคมสมัยใหม่ ที่ผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปกับ “การวิ่ง” ไม่ว่าจะเป็นการนำสื่อสมัยใหม่รายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์ การรายงานจำนวนเงินบริจาคทุกเวลานาที การสัมภาษณ์ผู้คนรายทาง รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างเส้นทางที่วิ่งผ่าน การวิ่งของ “ตูน”จึงกลายเป็นความสด ใหม่ ราวกับว่าประชาชนในประเทศร่วมวิ่งไปกับ “ตูน” นับได้ว่า “กิจกรรมก้าวคนละก้าว” เป็นรูปแบบการระดมเงินบริจาคที่แตกต่างจากการบริจาคในครั้งไหน ๆในอดีต เพราะผู้รับการบริจาคเป็นภาพตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยที่กำลังทำเรื่องยากๆ ให้สำเร็จ ที่สำคัญคือประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่า เอาด้วยหรือไม่ เพราะ“ก้าวคนละก้าว” เป็นเรื่องที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมของคนในสังคมไทยที่ศรัทธาต่อผู้ที่จริงใจในการ “ทำมากกว่าพูด”เพื่อผู้อื่น ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่กล่าวว่า “ตูนคือวีรบุรุษที่คนไทยแสวงหา เป็นคนอายุไม่มาก ความสด ความใหม่ ต้องเสียสละ ต้องทรมานตัวเอง และมีพลังอันล้นเหลือว่าสามารถทำเรื่องยากๆ ได้สำเร็จ ท่ามกลางความเบื่อหน่ายของปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมที่รุมเร้ารัฐบาลวัยชรา ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของตูน ทำให้ผู้คนรายทางมีรอยยิ้ม ผู้คนที่ได้รับข่าวสารมีความสุข จุดประกายความหวังบางอย่างให้มีขึ้นในสังคมไทยอีกครั้ง และถึงเวลาของคนหนุ่มสาวในการชี้ชะตาประเทศชาติแล้ว ”

 

2. ก้าวคนละก้าวเป็น ก้าวย่างของกระบวนการทางสังคมอันมีคุณค่า

“ปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าว” ที่แม้มีจุดเริ่มต้นที่ “การวิ่งเพื่อบริจาคให้โรงพยาบาล”แต่กิจกรรมดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระบวนการทางสังคมไปแล้ว เช่น สร้างกระแสให้คนสนใจการออกกำลังกายเพื่อลดภาระให้กับโรงพยาบาล หรือฟื้นคืนพลังของคนที่ท้อแท้กับชีวิตให้กลับมามีกำลังใจ หรือการเรียกสำนึกของคนมีให้แบ่งปันกับคนที่ลำบาก (เช่น นายอารีเป็น กามาอูเซ็ง หรือแบเอง อายุ 25 ปี ผู้พิการมาตั้งแต่กำเนิด ได้ถ่ายภาพกับนักร้องในดวงใจ จนเขากล่าวว่า"เจอพี่ตูนวันนี้. ผมจะไม่ท้อแท้กับชีวิตแล้วครับ"หรือ ตามหากลุ่มนักเรียนใส่รองเท้าเก่า-ขาดร่วมก้าวกับ‘ตูน’เพื่อมอบรองเท้าวิ่งให้ฟรีๆ หรือ “เปิดพื้นที่” ให้มีการถกเถียงของคนในวงกว้าง ในประเด็นสาธารณะ ซึ่งช่วยกระตุก/หรือสะกิดผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อตระหนักว่าประชาชนตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการจัดการงบประมาณ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการวิ่งของ "ตูน" ควรต่อยอดให้เป็นระบบ อย่าปล่อยผ่านไปเป็นเพียงกระแส ตามที่ไชยยงค์ มณีพิลึกได้กล่าวไว้ (หากมีการ “ต่อยอด” ให้ต้นกล้าพันธุ์ดีนี้มีการเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ได้อย่างเป็นระบบ อย่าให้เป็นเพียง “กระแสวูบไหว” รวมถึง “พหุวัฒนธรรม” ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นด้วยมือหน่วยงานรัฐเท่านั้น)

 

 

ที่มา: "ตามหากลุ่มนักเรียนใส่รองเท้าเก่า ขาดร่วมก้าวกับ"ตูน" เตรียมมอบรองเท้าวิ่งให้ฟรี

 

 ประสาร มฤคพิทักษ์ เห็นว่า “ทุกแววตาและทุกหัวใจของผู้คนที่ร่วมกิจกรรม ล้วนแล้วแต่ก้าวข้ามความเชื่อทางศาสนา ก้าวข้ามสีเสื้อ เพศ วัยและอาชีพ เพื่อทำความดีร่วมกัน โดยมี "ตูน" เป็นศูนย์รวมเจตนารมณ์ สิ่งที่ตูนและเพื่อนทำ เป็นเพียงต้องการระดมพลังการทำบุญร่วมกันด้วยเหงื่อแรงจริงๆ ของตน ไม่เกี่ยวไม่ข้องอะไรด้วยเลย กับการวิจารณ์ที่ผ่านมา” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ ฮ. หรือเรือดำน้ำ การมุ่งหมายกลบข่าวรัฐบาลทหารซื้ออาวุธไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลต่อกันใดๆ ทั้งสิ้น ฯ  ซึ่งประสารเห็นว่า ถูกจะผิดก็ต้องไปเรียกร้องเอากับองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย เช่น ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สนง.ตรวจเงินแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สื่อมวลชน หรือองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ที่มีหน้าที่  ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยตามนั้น

 

3. การบริจาคคือการแบ่งปันเพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นการสร้างสำนึกมิใช่หน้าที่

 

ที่มา: "ตูน"พบ"จิมมี่ ชวาลา" เศรษฐีใจบุญบริจาค 16 ล้าน โผเข้ากอด วิ่งร่วมกัน 1 กิโลเมตร

 

การบริจาค ตามที่เข้าใจ คือการเสียสละส่วนตนให้คนอื่น หรือ“การแบ่งปันคนอื่น” เพื่อลดการตระหนี่ถี่เหนียว ให้คนที่ขาดแคลน

การบริจาคเพื่อการกุศล โดยนำเงินไปอุดหนุนทำกิจกรรมอะไรในสังคมก็แล้วแต่ (รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานหากขาดแคลนจริง) ถือเป็นการสร้างสำนึกให้คนได้รู้จักแบ่งปัน เสียสละเพื่อคนอื่น มิใช่หน้าที่ (ส่วนหน้าที่รัฐในการจัดสรรงบประมาณก็ทำหน้าที่ไป จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ หรือประชาชนที่สนใจก็ช่วยกันวิจารณ์ )

การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้แสดงสำนึกในการแบ่งปัน ผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ กลับเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า ต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นมากๆ ซึ่งคนละประเด็นกับเรื่อง หน้าที่รัฐในการจัดการงบประมาณ (ดังมีข้อวิจารณ์ว่าประชาชนบริจาคในกิจการที่เราเสียภาษีบำรุงไปแล้ว หรือ ขอแล้วขอเล่าหรือการสรุปเลยเถิดไปว่า “ตอนนี้ สิ่งที่ คสช. ทำสำเร็จคือประชาชนจำนวนมากเลิกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดการงบประมาณ ก้มหน้างุดๆ ช่วยเหลือกันเองตามมีตามเกิดในนามของการ ‘ทำบุญ’ ” หรือการประชดประชันว่า “ถ้าต้องบริจาคไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นทางหลักในการจัดการระบบสาธารณสุข ยุบเลิกการเก็บภาษีในทุกกิจการ แต่งตั้งคุณตูนเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขน่าจะเหมาะกว่า ?” , ที่มา: สุเจน กรรพฤทธิ์ “อ่าน” การ “วิ่ง” ของตูน บอดี้แสลม )

 

การบริจาคมีมานานแล้วทุกยุคทุกสมัย ทุกชาติภาษา และการบริจาคมีวัฒนธรรมกำกับในแต่ละสังคม  หากกิจกรรมการบริจาคเข้าถึงวัฒนธรรมของผู้คน กิจกรรมการบริจาคนั้นก็จะกลายเป็นประเด็นในวงกว้าง ก่อเกิดกระบวนการทางสังคม ที่อาจเริ่มคิดง่าย ๆไม่ซับซ้อน ไปสู่การคิดที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าข้อเสนอที่ผ่านการคิดแบบซับซ้อนจะปิดกั้นการก่อเกิดกระบวนการทางสังคมนับแต่เริ่มต้น ( คำผกา เสนอว่าการบริจาคบนฐานคิดแบบมนุษยธรรมของโลกสมัยใหม่ เช่นการบริจาคให้หน่วยงานเอกชน เอ็นจีโอ เป็นยูเนสโก้ เป็นพีต้า ฯลฯ ที่มีโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาปัญหาสังคม ผู้บริจาคจะศึกษาการทำงานของแต่ละองค์กรก่อนบริจาค หรือมักขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกันไปด้วยในชีวิตประจำวัน หรือพกพาประเด็นการเมืองติดตัวตลอดเวลา ข้อเสนอนี้เป็นตัวอย่างการคิดที่ซับซ้อนสำหรับประชาชนโดยทั่วไป)   แต่นั่่นมิได้หมายความว่า วิธีคิดแบบนี้ไม่มีประโยชน์ ไม่มีคุณค่า.

 

 

 

Comment

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ