คน ดนตรี ดาดฟ้า บ้าบอ

บล็อกนี้ ไม่ต้องการดราม่า เป็นบล็อกเรื่อยเปื่อย 100%
This blog don't need DRAMA

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมคนทำงานด้านทักษะถึงไม่นิยมไปสังกัดบริษัท ? ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็สามารถจ้างไปนั่งเล่นทั้งวันเพื่อทำงานจริง ๆ แค่นิดเดียว... สบายขนาดนั้นทำไมไม่ไป ? ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ มันดีตรงไหน ? และระดับไหนถึงจะ ฟรีแลนซ์ ได้ โดยไม่อดตาย ? สิ่งดี ๆ และ ไม่ดี ที่ฟรีแลนซ์เจอ มีอะไรบ้าง ?

พฤติกรรมแบบไหนที่คนฟรีแลนซ์ ไม่ควรปฏิบัติ ? ทำตัวอย่างไรให้มีงานทำทั้งปี ? ผมมาเล่าให้ฟังในฐานะ ฟรีแลนซ์เล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่ไม่สามารถใช้ภาษาของ "คนรู้จริง" ได้เหมือนคนอื่นเขา

เอาภาษาคนทั่วไปนี่แหละ้

--------------------------

ฟรีแลนซ์ หรือ หอกเสรี ในฐานะที่ผมทำงานตรงนี้ผมบอกตรง ๆ ว่า ผมไม่เคยใช้คำว่า ฟรีแลนซ์ แทนอาชีพของตัวเองเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะออกมาจากปากคนอื่นที่ไม่ได้ทำงานอิสระ ซึ่งคำ ๆ นี้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าหมายถึง อาชีพที่ไม่ขึ้นตรงกับองค์กรใดนี่แหละครับ ทำให้ชีวิตมีค่าขึ้นมาโดยตั้งใจ ด้วยความพยายามฝึกฝนจนฝีมืออยู่ในระดับมาตรฐานความต้องการของตลาดที่ "ไม่กินของดิบ ๆ และ ไม่โง่" ทำให้สายอาชีพประเภทนี้สามารถครองตนอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง....

แต่สายอาชีพนี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่คนหลายคนอยากทำ อยากเป็น ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วตัวงานช่างไร้รากและดูไม่มั่นคง อาจเพราะด้วยค่าตอบแทน หรือความสบายใจ อะไรก็แล้วแต่ เป็นสาเหตุของความหอมหวานในสายอาชีพนี้ที่คนทั่วไป อยากทำ แต่ไม่กล้า ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทั้งด้านความสามารถและทุนรอน (ด้านกำลังเงิน และใจที่มุ่งมั่น)

การจะก้าวออกมาเป็นสายอิสระนั้นไม่ง่ายอย่างที่สมัยผมเด็ก ๆ เคยคิดว่ามันง่ายมาก แค่เก่งก็พอ.. ด้วยความจริงที่คนเรานั้นไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่แรก ต้องฝึกฝนฝีมือเป็นเวลานาน และหนักกว่าปกติหลายขุมมาก ซึ่งคนที่เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะก็ไม่สามารถใช้เพียงพรสวรรค์ก้าวเข้ามาในดงนี้อย่างสะดวกนักหรอกครับ

ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่นั้นก็คือบริษัทที่เข้าใจตัวเองได้ดีว่า "คนนอกบริษัททำงานเก่งกว่า" และ "พนักงานในบริษัทมีหน้าที่ทำงานประจำ" โดย "ไม่ต้องการจ่ายค่าแรงในส่วนของคนคิดงานมากเกินไป" ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกตินะครับ ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบ

ในด้านคนที่ตัดสินใจจะมาทำงานเป็นมือปืน หรือพลหอกอิสระก็ต้องสำรวจดูตัวเองด้วยนะครับว่าพร้อมหรือยัง บางคนใจพร้อม กายพร้อม แต่ทักษะยังไม่บังเกิด การก้าวเข้ามาในแวดวงนี้ถือว่า มาตาย แท้ ๆ ครับ ซึ่งข้อแนะนำในการสำรวจตัวเองนั้นมีไม่มาก นั่นก็คือ "5 รู้"

1. รู้จักตัวตนและพัฒนาตัวเอง

ด้านความสามารถ ตัวเราทำอะไรเก่งมาก ๆ ไหม เช่น ขี่จักรยานเก่ง ก็ไปขี่จักรยานส่งนมตอนเช้า หรือถ้าเก่งกว่านั้น เช่น ขี่จักรยานปล่อยมือแล้วตีลังกาได้.. ก็ไปเล่นโชว์ตามงานเปิดตัวอะไรซักอย่าง ถ้าเก่งกว่านั้นถึงระดับท้าตายได้ ก็ไปขี่จักรยานเหินเวหาท้ายมบาลก็ไม่ห้ามนะครับ ทำประกันไว้ด้วยล่ะครับ

ด้านนิสัยใจคอ ข้อนี้สำคัญรองลงมา จริง ๆ บางคนให้ความสำคัญเรื่องนี้มากกว่า ความสามารถนะครับ แต่ผมมองว่าสำคัญรองกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องนิสัยดี ก็มีงานทำ ผมหมายถึงว่า ฝีมือมาก่อน และนิสัยใจคอต้องเป็นมิตรด้วย ไม่สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น (ถึงในใจอยากจะฆ่าใครซักคน ก็ต้องไม่แสดงออกมาชัดเจน)

การรู้จักพัฒนาตัวเองนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีงานทำตลอดไป ซึ่งจะทำได้ยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่คนอิสระนั้นได้สร้างทักษะพิเศษที่คนปกติไม่เข้าใจออกมาแล้ว นั่นก็คือ การทำตัวเป็นเด็ก... ไม่ใช่ทำตัวล่อกแล่ก หรือเล่นซนตามประสาเด็กนะครับ การทำตัวเป็นเด็กในที่นี้หมายถึง การรักษาไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความไม่อายการที่จะถาม และการไม่รีรอที่จะเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ .. ผมเห็นคนทำงานบริษัททั่วไปหลายคนก็มีสิ่งนี้อยู่กับตัวนะครับ เพียงแต่เขาทำมันเพื่อความมั่นคงในอาชีพและชีวิต กับคนทำงานอิสระนั้น เรื่องดังกล่าวมันมาทีหลัง แต่ความอยากเรียนรู้มันมาจากก้นบึ้งของความเป็นเด็กเลย.. ทั้ง ๆ ที่ตัวแก่แล้ว นี่แหละ...

ยังไงก็พยายามเก็บอาการให้ได้ด้วยล่ะครับ เดี๋ยวไม่ได้แต่งงานไม่รู้ด้วย...

2. รู้จักคนจ้าง

ถ้าคุณมีความสามารถที่จะขายมัน คุณต้องรู้ว่าคุณจะเอางานไปเสนอใครดี วิธีการที่ไม่แนะนำก็เช่น.. "ตั้งบู๊ตขายภาพราคาหลักแสน ในงานหนังสือการ์ตูน" คุณจะไม่ได้อะไร ได้มาแค่ กูทำแล้ว กูเพิ่งรู้ว่ากูอยู่ผิดที่..

การประเมินว่าเราเหมาะกับลูกค้าส่วนไหนให้เริ่มจากกลุ่มปลายสุดของคนที่จะได้ดูงานเรา เช่น.. ถ้าจะเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพ คุณต้องรู้ก่อนไหมว่าคนอ่านที่ชอบแนวของคุณ เขาอ่านหนังสือฉบับไหน และรสนิยมคนอ่านหนังสือการ์ตูนยี่ห้อนั้นเขาชอบอะไรบ้าง แล้วเอาส่วนนั้นมารวมกับสิ่งที่ตรงกับความสามารถตั้งต้นของคุณ เพื่อทำให้งานมันเหมาะกับคนซื้อ แล้วจึงนำงานตัวนั้นไปเสนอกับทาง สนพ. ที่รับ (จริง ๆ ผมเองไม่รู้รายละเอียดพวกนี้หรอกครับ เพราะคนเขียนการ์ตูนขายในไทยนั้นน้อยมาก และน้อยคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ มากกว่าครับ ผมรู้ไม่จริงเรื่องวงการการ์ตูนครับ)

อย่าลืมประเมินลูกค้าด้วยนะครับ.. ผมเองก็เจอบ่อย ๆ ทำงานเสร็จแล้วลูกค้าหนี.... 555 หนีส่วนใหญ่เพราะ เจ๊ง ครับ เขาหมดทุนจนทำต่อไม่ได้ ไม่ใช่เพราะขโมยงานเรานะครับ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นซ้ำซาก ตัวเราก็ต้องมีมาตรการด้วยการ ประเมินสถานะของผู้ว่าจ้างด้วย การทำสัญญาแบ่งจ่ายค่าตอบแทนเป็นทางออกที่ดี แม้จะไม่ได้รับก้อนสุดท้าย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยใช่ไหม ?

3. รู้จักให้เกียรติ

สิ่งสำคัญในการจะอยู่ในอาชีพแบบนี้ได้คือการให้เกียรติกับงานของคนอื่น... หน้าที่ติเป็นของลูกค้า หน้าที่ชมก็คือพวกเรากันเองนี่แหละครับ พยายามคิดเสมอว่า การที่เราไม่ได้ทำงานชิ้นไหนจากลูกค้ารายที่เราหมายมั่นว่าต้องได้แน่ ๆ แต่กลับกลายเป็นว่า คนอื่นได้งานไปนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราไร้ฝีมือ เพียงแต่องค์ประกอบบางอย่างมากกว่าที่ทำให้เราไม่ได้งานนั้น เช่น แนวทางชิ้นงานของเรามันเกินระดับลูกค้าเป้าหมาย หรือ คนละแนวกับผู้ว่าจ้าง ก็มีมาให้เห็นตลอด ซึ่งตัวเราที่พลาดงานนั้น ๆ ไป ก็ต้องเข้าใจและ "ไม่ไปทำลายคนที่ได้ไป" ซึ่งเรื่องนี้ผมเองอยากจะตำหนิน้อง ๆ รุ่นใหม่บางคนที่ใช้วิธี ทำลายคนอื่นเพื่อให้ได้งานนั้นมาทำ ...

น้อง ๆ หรือพี่ ๆ ทั้งหลายที่ใช้แนวทางการทำลายคนอื่นเพื่อแย่งงานมา โปรดพึงระวัง ท่านได้สร้างศัตรูที่มองไม่เห็นขึ้นมาในใจคนจ้างงานที่ท่านไปปล่อยวิสัยทัศน์ "ติแหลก" นั่นเรียบร้อยแล้ว วันนี้ท่านทำกับคนอื่นไว้ วันข้างหน้า ท่านก็จะได้รับสิ่งนั้นกลับมาที่ตัวท่านเช่นกัน เพราะมันเป็นวัฏจักร ซึ่งในส่วนตัวของผมนั้น ไม่ใช่ว่าชมเขาแล้วจะได้สิ่งดี ๆ อะไรกลับมาหรอกนะครับ เพราะอย่างไรงานชิ้นนั้นเราก็ไม่ได้ทำอยู่แล้ว ผมก็ชมไปเลย ไม่ก็ให้ข้อแนะนำที่แก้ไขได้โดยไม่ต้องแก้ไขรายละเอียดงานมากกว่า เช่น "เสียงเพลงเบาไป" แต่จะไม่บอกว่า เล่นไม่ดี หรือ เพลงไม่เพราะ ทำไมไม่บอก ? ผมไมไ่ด้เป็นกลุ่มลูกค้าน่ะครับ ให้ผู้บริโภคตัดสินจะดีกว่า...

4. รู้จักอดทน

ความสามารถพิเศษของคนรับงานอิสระคือความอดทน ซึ่งไม่จำเป็นต้องทน ถ้าคนจ้างห่วย เข้าใจใช่ไหมครับ ? ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่อดทนเพื่อทำงานกับลูกค้าดี ๆ แต่จะไม่ทนกับคนจ้างไม่ได้เรื่องเช่นกัน ซึ่งการจะแตกหักกับลูกค้านั้นไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้ามันจะเกิดก็ต้องเกิด ต้องย้อนกลับไปคิดเสมอว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้น ชั่งน้ำหนักความเสียหายแล้ว คุ้มกันหรือไม่ ถ้าคุ้ม ก็บอกขอเลิกทำงานไปเลยครับ แต่ถ้าไม่ แล้วเราต้องการเลิกล่ะ ?... ขอให้พยายามคุยเหตุผลในการขอเลิกทำงานให้ดี และหาทางออกที่ไม่เสียหายจะเหมาะสมที่สุดครับ

ควรระลึกไว้เสมอนะครับ ลูกค้าคือคนจ่ายเงิน ... ผู้บริโภคคือพระเจ้า ถ้า่เราไม่ได้นับถือพระเจ้าองค์นั้น ...... เราก็ต้องไม่ดูหมิ่นพระเจ้าที่คนอื่นอาจนับถืออยู่เช่นกัน......

5. รู้จักนำเสนอ

ทำงานเก่งให้ตาย ก็เท่านั้น ถ้าไม่รู้จักการนำเสนอ.. อย่างที่บอกว่า การรู้จักลูกค้าของเรานั้นสำคัญ  แต่การถ่ายทอดสิ่งที่เรามีให้กับลูกค้านี่สำคัญที่สุด เราต้องแสดงให้คนจ้างงานเห็นว่า เรานั้น "รู้จักตัวเอง" "รู้จักลูกค้า" "รู้จักให้เกียรติ" และ "รู้จักอดทน" ได้มากน้อยแค่ไหนด้วยนะครับ การเสนอตัว หรือการที่จะทำให้ผู้จ้างติดต่อมาหาเรานั้น เราต้องทำให้เขามั่นใจว่า "จ้างถูกคน" แน่ ๆ

เตือนไว้อย่างหนึ่งนะครับ กับคนที่อยากจะก้าวมาสัมผัสอาชีพประเภทนี้.. คนจ้างต้องการเห็น "งานที่สมบูรณ์ หรือเกือบสมบูรณ์แบบ" ถ้าตอนนี้คุณทำได้แค่ "พูด" อย่ามาหาลูกค้าครับ จงกลับไปทำให้เป็นรูปเป็นร่างที่ "ดูดี" แล้วค่อยมาพูดจะง่ายกว่า. ไม่มีผู้จ้างคนไหนอยากเอาเงินของเขามาเสี่ยงกับคนที่ไม่มีชิ้นงานที่คุ้มค่าหรอกนะครับ เน้นนะครับ ชิ้นงานที่คุ้มค่า ไม่ใช่ชิ้นงาน "ห่า" อะไรก็ไม่รู้

วิสัยทัศน์ของคนทำงานทักษะแบบฟรีแลนซ์นั้น ผิดแผกแตกต่างกับคนมีสังกัด (บางคน) อยู่อย่างหนึ่งก็คือความใจกว้างในความสามารถ การทำสัญญากับใคร ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวหนังสือ เพราะความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งสำคัญมากพอกับการทำงาน คนไม่ซื่อสัตย์ส่วนใหญ่จะอยู่ในวงการได้ไม่นาน (แล้วมันไปอยู่ที่ไหน ก็ขอให้บริษัทนั้นคุมให้อยู่หมัดนะครับ แต่จะรู้เหรอ ?) จึงไม่น่าแปลกใจว่าน้อยคนนักที่จะคงอยู่ในสถานะฟรีแลนซ์ได้ตลอดไป

สำหรับตัวผม ที่หันมาทำเพลงเกมนั้น ไม่ใช่เพราะผมชอบเล่นเกมหรอกครับ แต่ผมชอบดูคนเล่นเกม

และจะมีความสุขมากขึ้น...

ถ้าเกมที่ผมกำลังดูอยู่นั้น

 

กำลังเล่นเพลงที่ผมทำ

 

จริง ๆ นะ...

 

Comment

<