มีบทความที่คิดว่ามีประโยชน์มาให้อ่านกันอีกแล้วคับ 
เพื่อนสนิท คิดไม่ซื่อ เธอชื่อ ...น้ำตาล

ความร้ายกาจของน้ำตาล
- จะส่งผลทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว
เพราะน้ำตาลจะก่อสารทำลายโปรตีนกลุ่มคอลลาเจน และอิลาสติน ทำให้ผิวอ่อนแอ
และสูญเสียความยืดหยุ่น ถ้าพูดตรงๆ ก็คือคุณจะ "แก่เร็ว" นั่นเอง
- ทำให้เสียความสมดุลของระบบแร่ธาตุในร่างกาย
ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง
และการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยก็เป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกายให้มากขึ้นด้วย
- น้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรีย น้ำตาลจะก่อให้ปัญหาต่างๆ เช่น ฟันผุ
แผลติดเชื้อง่าย รวมทั้งผิวหนังจะมีสภาพเป็นกรด
พร้อมที่จะให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่าย
- พลังงานส่วนเกินจากน้ำตาลจะกลายเป็นไขมันตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้เช่น อ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด
ความดันโลหิต
- ถ้ามีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เลือดจะมีภาวะเป็นกรด
ตัวเราจึงพยายามปรับสภาพด้วยการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก
จึงเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน
- เลือดที่มีน้ำตาลมากจะเหนียวข้น ไหลได้ช้าลง
ทำให้นำสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ช้า
ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อจะลดลง
สุดท้ายทำให้เส้นเลือดฝอยตีบตันง่าย
น้ำตาลเทียมก็อย่าไว้ใจ
น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล หลายๆ
คนอาจจะคิดว่าถ้าน้ำตาลมันอันตราย เราก็หันมาใช้น้ำตาลเทียมแทนก็ได้
คงไม่อันตรายแล้วมั้ง ซึ่งก็ต้องขอบอกว่า
ในขณะนี้แม้ผลวิจัยอาจยังไม่เจออันตรายที่เกิดขึ้น แต่ในอนาคตก็อาจพบได้
มีตัวอย่างกันมาแล้วเช่น กรณีของสารซัคคาริน
ดังนั้นการใช้น้ำตาลเทียมควรใช้เท่าที่จำเป็นและใช้อย่างถูกวิธีด้วย
ในปัจจุบันจะพบเพียงบางรายที่มีอาการแพ้น้ำตาลเทียม มีอาการคลื่นเหียน
ท้องร่วง แต่เพราะน้ำตาลเทียมเป็นสารสังเคราะห์
การบริโภคปริมาณมากในระยะยาวจึงมีความเสี่ยงที่อาจเกิดผลข้างเคียงในอนาคต
และอาจทำให้เกิดพฤติกรรมติดหวานได้เช่นเดียวกับน้ำตาล
คบน้ำตาลอย่างไรไม่ให้เปลืองตัว
สุดท้ายคุณคงจะถามว่า แล้วจะให้ทำอย่างไร
กินมาตั้งนานแล้วจะให้เลิกไปเลยได้อย่างไร
เราก็เลยหาระยะห่างสำหรับคุณกับน้ำตาลอย่างพอเหมาะมาดังต่อไปนี้
1. กินแค่วันละ 4-8 ช้อนชา รักษาระยะห่างนี้ไว้ให้ดี
เวลาเติมน้ำตาลตอนชงกาแฟ ตอนทำกับข้าว
หรือตอนกินเครื่องจิ้มอย่างพริกเกลือ น้ำปลาหวาน
หรือแม้แต่ตอนกินก๋วยเตี๋ยว
2. บริโภคอาหารอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะอาหารบางชนิดมีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ผลไม้ นม ผัก ดังนั้นถ้ากินมากเกินไปน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม
3. บริโภคน้ำตาลเทียมเท่าที่จำเป็น และในปริมาณที่เหมาะสม
4. เวลาซื้อของอย่าลืมดูชนิดและปริมาณของสารอาหาร ที่อยู่บนฉลากสินค้าต่างๆ ด้วย เพื่อที่เราจะได้ควบคุมปริมาณน้ำตาลได้
5. กินอาหารให้เป็นเวลาและควรเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น
ข้าวและแป้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
รวมทั้งกินอาหารที่มีกากใยเยอะๆ เพราะใยอาหารจะช่วยดูดซับน้ำตาล
และไขมันแล้วขับออกได้บางส่วน
ปล. เนื้อหาทั้งหมดนี้ลอกมาจากหนังสือ She's Smart Vol.2 No.21 July 2008 แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนข้อความบางส่วนเล็กน้อย
เนื่องจากต้นฉบับได้เขียนในลักษณะเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง
และใช้คำแทนน้ำตาลว่า "เธอ"
ทั้งนี้ มิได้ทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับแต่อย่างใด