☆¨*·¤.,. 東方神起 .,.¤·*¨☆

{___ ,, อัพบล็อกตามสบาย สไตล์ ~#DN_LoveR#~ ;]

 

 

 

Pocky Game

Pairing: Yunho x Jaejoong | Genre: AU, Comedy

Author: ~#DN_LoveR#~ | Rating: พอกรุบกริบ | Note: ไร้สาระมากจริงๆ

  

( cr. thirstyfortea )

 

 

 

 

คิมแจจุงเกลียดของหวาน

 

 

ถ้าคุณยังไม่รู้ถึงความจริงข้อนี้ ผมขอให้คุณจำมันไว้ให้ดี ท่องไปครับ คิมแจจุงเกลียดของหวาน คิมแจจุงเกลียดของหวาน คิมแจจุงเกลียดของหวาน ยัง ยังครับ ท่องอีกครับ ท่องไปให้ครบ 20 รอบ จนกว่าคุณจะมั่นใจว่าคุณจะจำความจริงข้อนี้ไปได้ตลอดชีวิต

 

ผมยืนกัดฟัน สูดหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่หน้าตู้ล็อกเกอร์ที่เปิดกว้างของตัวเอง ผมมองของขวัญมากมายที่อยู่ในตู้นั่นพร้อมกับเส้นเลือดข้างขมับที่เต้นตุบๆ มือผมที่จับประตูล็อกเกอร์ไว้กำแน่นขึ้น ก่อนที่ผมจะยกมืออีกข้างขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างแรงด้วยความหงุดหงิดระดับสูงสุด

 

ย้อนกลับไปถึงข้อเท็จจริงที่ผมให้คุณท่องย้ำๆ ซ้ำๆ ก่อนหน้านี้อีกครั้ง

 

คิมแจจุงเกลียดของหวาน

 

และของขวัญที่อยู่ในตู้ล็อกเกอร์ผมก็เป็นขนมหวานเสียเกือบครึ่ง

 

ผมจัดการเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเก่งของตัวเอง หยิบกระเป๋าผ้าที่เตรียมมา แล้วกวาดของขวัญทั้งหมดนั้นใส่กระเป๋าผ้าให้เรียบร้อย ผมปิดตู้ล็อกเกอร์เสียงดังจนคนที่เดินผ่านไปมาสะดุ้ง แต่ตอนนี้ผมหงุดหงิดเสียจนไม่มีอารมณ์มานั่งใส่ใจหรือเกรงใจคนรอบข้างนักหรอก

 

อา ลืมไป ผมขอแนะนำตัวอย่างสั้นๆ ให้พวกคุณฟังก่อนแล้วกัน

 

ผมชื่อ คิมแจจุง เรียนอยู่มัธยมปลายปี 2 ห้อง A ซึ่งเป็นห้องคิงของโรงเรียน แต่ผมบอกเลยว่าระดับความรู้ผมอยู่รั้งท้ายห้องเสมอ ผมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเด็กหลังห้อง บางครั้งนึกอยากจะโดดเรียนก็โดด แต่ก็ไม่ได้ทำตัวเกกมะเหรกเกเรขนาดพวกเด็กห้องบ๊วยหรอกนะ อย่างน้อยผมก็ยังพอมีจิตสำนึกว่าไม่ควรทำร้ายคนอื่นก่อน และที่บ้านส่งผมมาเรียน ถ้าทำให้พ่อแม่เครียดมากๆ ผมอาจจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านในสักวันหนึ่ง เผลอๆ ถ้าถูกตัดออกจากกองมรดกด้วยนี่จะยิ่งวุ่นวายกันไปใหญ่

 

อีกอย่าง อา จะว่ายังไงดี – จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากจะอวดหรอกนะ แต่มีทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้องหลายคนปลื้มผม บางคนถึงกับสถาปนาตัวเองให้เป็นแฟนคลับผู้ภักดีต่อคิมแจจุง และหลายคนถึงขั้นอยากเป็นแฟนกับผม ฟังดูวิเศษเป็นบ้า ความจริงผมก็ไม่ได้อยากจะมีแฟนคลับเป็นของตัวเองหรอก แต่คุณต้องเข้าใจนะ คนเราจะเกิดมาหน้าตาดีมันห้ามกันได้ที่ไหน ผมล่ะลำบากใจจริงๆ

 

ผมเดินเหวี่ยงกระเป๋าผ้าที่อัดแน่นไปด้วยของขวัญมากมายในระหว่างที่กำลังตรงไปยังห้องเรียน อีกครึ่งชั่วโมงถึงจะเริ่มโฮมรูม นับเป็นเรื่องดีที่ผมยังมีเวลาสงบอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ก่อนจะเริ่มเรียนจริงๆ จังๆ

 

 

‘ครืด’

 

 

ประตูห้อง 2-A ถูกเปิดออก เสียงพูดคุยดังจอแจเหมือนอย่างทุกวัน ผมเดินดุ่มๆ ไปนั่งตรงโต๊ะตัวเองที่อยู่แถวหลังสุด โยนกระเป๋าเรียนกับกระเป๋าผ้าไว้บนโต๊ะแบบไม่ใส่ใจนัก แต่หย่อนก้นลงนั่งได้ไม่กี่วินาที จู่ๆ ก็มีหน้าบานๆ ของใครสักคนเสนอหน้ามาให้เห็นเสียอย่างนั้น

 

 

“โย่ว คิมแจจุง ว๊อทซับแมน!” ปาร์คยูชอนตีไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาที่ฝั่งตรงข้ามผม มันนั่งคร่อมเก้าอี้ เอาแขนสองข้างวางไว้บนพนัก แล้วส่งยิ้มแป้นแล้นมาให้ผม เหอะ

 

“วันนี้มึงมาโหมดเวอร์จิเนียบอยรึไง ไอ้ยูชอน”

 

“วันนี้ได้ขนมเยอะอีกแล้วนะมึง แหมๆ คิมแจจุงนี่น่าอิจฉาจริงๆ เลยน้า” มันไม่สนคำพูดผมสักนิด แถมยังหน้าด้านพอที่จะยื่นมือมาค้นของขวัญในกระเป๋าผมด้วยรอยยิ้มเบิกบานอีกต่างหาก แต่ผมก็ไม่ได้ถือโทษอะไรมันหรอก

 

“พูดอย่างกับตัวเองไม่มีแฟนคลับนะ คุณรองหัวหน้าห้อง”

 

“เรียกกูว่า เสือหนุ่มยูชอน ดีกว่านะ เพื่อนรัก”

 

“โบราณฉิบหาย ไอ้สัส”

 

 

ไอ้คนหน้าบานตรงหน้าผมคือ ปาร์คยูชอน มันเป็นรองหัวหน้าห้อง 2-A ที่ทำตัวไม่สมกับตำแหน่งของมันเลยสักนิด แต่มันเกิดมาคุยเก่ง เข้ากับคนง่าย คนในห้องเลยโหวตให้ยูชอนเป็นรองหัวหน้ากันเยอะพอสมควร เจ้าหมอนี่เป็นเพื่อนคนแรกที่ผมรู้จักตอนที่ย้ายมาเรียนที่นี่ แต่รู้จักกันได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ดีเราก็พูดหยาบใส่กันแล้ว อารมณ์เหมือนผีเห็นผี รู้จักมันได้ไม่กี่วันผมก็กล้าพูดได้เลยว่า ปาร์คยูชอนมันก็จัดอยู่ในกลุ่มเด็กหลังห้องเหมือนผมนั่นแหละ

 

และจนถึงตอนนี้ มันก็ไม่ผิดไปจากที่ผมคิดไว้เลยสักนิด

 

 

“อ๊า~ แจจุง ยูชอน หวัดดีๆๆ”

 

 

ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปมองเจ้าของเสียงแหบๆ นั่น ก็มีคนพุ่งเข้ามากอดคอผมจากด้านหลังจนผมแทบหัวทิ่ม ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าเป็น คิมจุนซู แน่นอน จากนั้นก็มีร่างสูงโย่งเดินลากเก้าอี้มานั่งข้างกันกับไอ้ยูชอน มันหันไปไฮไฟว์ทักทายกันนิดหน่อยตามธรรมเนียมของทั้งคู่

 

 

“ไฮ~ ชิมชางมิน” นั่นเสือหนุ่มยูชอน

 

“เคยมีใครบอกมึงไหมว่า มึงเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษดูโคตรกวนตีน” ขอบคุณที่มึงพูดสิ่งที่กูคิดมาตลอด ชางมิน

 

 

ผมเดาว่าคุณอาจจะงงที่เริ่มมีใครก็ไม่รู้แย่งกันโผล่หน้าโผล่ตามาทักทายผม นี่เพื่อนผมทั้งนั้นแหละครับ ผมจะขอแนะนำเพื่อนผมโดยสังเขปละกัน จุนซูกับชางมินเป็นเพื่อนบ้านกันครับ รู้จักกันตั้งแต่เด็ก แต่ตีกันตลอด จุนซูเป็นคนน่ารัก ส่วนชางมินเป็นคนขี้แกล้ง อีกอย่าง จุนซูเป็นแฟนกับยูชอน ส่วนชางมินเป็นแฟนกับอาหารทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกใบนี้ – จบการแนะนำเพื่อนทั้งสองไว้เท่านี้ ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจ

 

 

“ชางมินพูดจาไม่น่ารักเลย ยูชอนออกจะพูดภาษาอังกฤษเก่ง เนอะๆ" จุนซูหันไปดุชางมิน ก่อนจะหันไปยิ้มอ้อนใส่ยูชอนที่ยิ้มจนหน้าบานตีนกาย่นไปหมด

 

“จริงๆ เราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก แต่จุนซูพูดขนาดนี้ เราจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะครับ~” ว่าแล้วไอ้เวอร์จิเนียบอยก็หันไปคว้าเก้าอี้มาให้แฟนมานั่งข้างๆ โธ่ ไอ้ตอแหล

 

“ตอแหล” ชิมชางมิน มึงรู้ใจกูจริงๆ

 

“อ้าว มึง...” ยูชอนพูดได้ไม่จบประโยค ชางมินก็เลิกสนใจมันแล้ว

 

“มีไรแดกบ้างวะแจจุง กูดูหน่อยดิ๊”

 

 

ไอ้โย่งยื่นมือมาคุ้ยของขวัญในกระเป๋าผ้าผมอย่างไร้มารยาท(เหมือนไอ้ยูชอนไม่มีผิด) มันเลือกหยิบเฉพาะของขวัญที่เป็นขนมเท่านั้น ตาโตๆ ของมันแม่งเป็นประกายระยิบระยับจนน่าหมั่นไส้

 

 

“มีแต่ขนมรสสตรอว์เบอร์รีตลอดเลยว่ะ” ชางมินว่า

 

“แล้วไง” ผมปรายตามองคนบ่น

 

“ก็เข้ากับหน้ามึงดี” ไอ้...

 

“เดี๋ยวมึงจะโดนไม่ใช่น้อย ไอ้ชางมิน”

 

“กลัวตายละ โอ๊ะ มีไดฟุกุสตรอว์เบอร์รีด้วยว่ะ กูขอนะ”

 

 

ชางมินหยิบกล่องขนมไดฟุกุสตรอว์เบอร์รีเจ้าดังขึ้นมาแกะกล่อง แต่ยังไม่ทันที่ไอ้ตะกละจะยื่นมือลงไปหยิบขนม ผมก็จัดการตีหลังมือสากๆ ของมันเสียเต็มแรง

 

 

‘เพียะ!’

 

 

“สัส! ไอ้แจจุง มึงตีกูไมวะ แรงควายฉิบหาย ไอ้ห่า!” ชางมินสะบัดมือข้างที่โดนตีไปมา ลูบหลังมือป้อยๆ หน้ากวนๆ ของมันบิดเบี้ยวไปหมดจนน่าขำ

 

“กูยังไม่ได้อนุญาตให้มึงกิน” ผมตอบพร้อมยักคิ้วข้างเดียวให้คนที่ยังเจ็บมือไม่หาย ส่วนไอ้คู่รักติงต๊องนั่นนั่งกระหนุงกระหนิงอยู่ในโลกส่วนตัวกันเรียบร้อย

 

“อะไรวะ ปกติมึงก็ไม่แดกของหวานอยู่แล้วไม่ใช่รึไง เอาไปทิ้งก็เสียของนะมึง” แหม จำได้ด้วยว่ากูไม่กินของหวาน แสนรู้จังเพื่อนกู

 

“กูยังไม่ได้บอกสักคำว่าจะเอาไปทิ้ง” ผมตอบ พลางกรอกตามองไปอีกทาง

 

“แล้วมึงจะเก็บไว้ทำอะไรวะ?” ถามไรเยอะแยะวะไอ้บ้านี่

 

“ก็...”

 

 

‘ครืด’

 

 

เสียงเปิดประตูห้องเรียนดังขึ้น ก่อนจะมีร่างสูงใหญ่สวมแว่นหนาเตอะเดินทำหน้าเอ๋อเข้ามา เพื่อนคนอื่นๆ ทักทายหมอนั่นกันยกใหญ่จนหน้าเอ๋อๆ แม่งเอ๋อหนักกว่าเดิม เพราะไม่รู้ว่าจะหันไปทักใครก่อนดี พอสมองมันเริ่มประมวลผลได้ หน้าเอ๋อๆ ก็ถูกประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า แล้วร่างสูงๆ ก็ค่อยๆ เดินไปทักทายเพื่อนทีละคนอย่างมีมารยาท

 

 

“มาแล้วหรอคุณหัวหน้าห้อง”

 

“หวัดดีไอ้ชอง มาตรงเวลาเหมือนเดิมเลยนะมึง”

 

“อรุณสวัสดิ์ยุนโฮ กินข้าวเช้ามารึยังคะ มากินกับยูริไหม”

 

 

ประโยคพวกนั้นคือคำทักทายที่เพื่อนๆ ทักไอ้เอ๋อตัวบึ้กที่ชื่อ ชองยุนโฮ หมอนี่เป็นหัวหน้าห้อง 2-A และเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งโรงเรียน เห็นมันดูเนิร์ดๆ เอ๋อๆ แบบนี้ นอกจากความเก่งกาจทางด้านวิชาการแล้ว ไอ้ยุนโฮยังเป็นนักวิ่งตัวฉกาจประจำโรงเรียนด้วย บวกกับนิสัยซื่อๆ เอ๋อๆ ของมัน เจอหน้าใครก็ชอบส่งยิ้มเรี่ยราดไปเรื่อย ทำให้หลายคนทั้งรักทั้งเอ็นดูมันอย่างกับอะไรดี

 

โอ๊ะ ยุนโฮหันมาหาผมแล้ว

 

 

“แจจุงมาเช้าตลอดเลย กินข้าวมารึยัง ฉันซื้อแซนด์วิชมาเผื่อ”

 

 

ยุนโฮลากเก้าอี้ว่างๆ มานั่งข้างผม แล้วก็หันไปทักทายเพื่อนเวรอีกสามหน่ออย่างสุภาพ กลายเป็นว่าตอนนี้โต๊ะผมดูเหมือนแหล่งซ่องสุมเข้าไปทุกที ผู้ชายห้าคนนั่งล้อมโต๊ะเรียนเล็กๆ อยู่โต๊ะเดียว แหม รักกันเหลือเกินนะพวกกูเนี่ย

 

 

“นายกินไปเหอะ ฉันกินมาเยอะแล้ว” ผมตอบยุนโฮที่กำลังจะหยิบแซนด์วิชในถุงร้านสะดวกซื้อให้ผม

 

“กินมาแล้วจริงๆ ใช่ไหม ไม่หลอกฉันนะ” ยุนโฮหรี่ตามองผมอย่างจับผิด ตาก็เล็กแค่นั้นยังจะมาทำเป็นหรี่ตาใส่ เหอะ

 

“ดูแลกันดีจริงจริ๊ง น่าอิจฉาจังเลยเนอะตัวเอง” เวอร์จิเนียบอยหอนเล่นแล้วทำเป็นไปขอความเห็นจุนซูคนดี

 

“โอ๋ๆ ไม่ต้องไปอิจฉาหรอก เดี๋ยวจุนซูจะดูแลยูชอนอย่างดีเลยน้า~”

 

 

คู่รักเวร

 

ผมเบ้ปากใส่คู่รักติงต๊องที่กลับเข้าสู่โลกสีชมพูอมม่วงของพวกมันไปอีกรอบ ชางมินนั่งเท้าคาง เบ้ปาก กรอกตามองบน และใช้นิ้วชี้เคาะแก้มตัวเองเบาๆ อย่างเอือมระอาพอๆ กับผม ส่วนยุนโฮนั้นกำลังกัดแซนด์วิชแฮมชีสกลิ่นหอมฉุยคำโตพร้อมตาเป็นประกาย

 

เหอะ ทำตัวอย่างกับเด็ก

 

 

“กินแค่แซนด์วิชจะอิ่มรึไง” ผมถามไอ้แว่นหนาเตอะ

 

“มีนมช็อกโกแลตอีกขวด น่าจะพออยู่ท้องแหละ” ยุนโฮตอบไปเคี้ยวไป

 

“เอาขนมพวกนี้ไปกินไป ฉันไม่อยากทิ้ง”

 

 

ผมดันกระเป๋าผ้าที่เต็มไปด้วยของขวัญของตัวเองไปไว้ตรงหน้าไอ้เอ๋อ ตาตี่ๆ นั่นกะพริบปริบๆ อย่างงุนงง ยุนโฮยื่นมือมาค้นๆ ของในกระเป๋าผ้า แล้วประกายความดีใจก็ฉายชัดอยู่ในตาตี่ๆ นั่นเต็มไปหมด

 

 

“ไดฟุกุสตรอว์เบอร์รี! ป๊อกกี้สตรอว์เบอร์รี! ว้าว ว้าววว”

 

 

ยุนโฮยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงหู ในขณะที่สองมือก็ทยอยหยิบขนมรสสตรอว์เบอร์รีมากมายออกมาดู ดูมีความสุขเป็นบ้า

 

ผมลืมบอกไป ไอ้แว่นชองยุนโฮมันเป็นทาสสตรอว์เบอร์รี อะไรที่เป็นรสสตรอว์เบอร์รีมันชอบหมด โดยเฉพาะไดฟุกุสตรอว์เบอร์รี ผมเดาว่าไอ้ยุนโฮน่าจะรักมากพอๆ กับชีวิตมันเลย

 

 

“ให้ฉันหมดเลยหรอแจจุง” ยุนโฮถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น อย่างกับว่าผมเพิ่งเคยให้ขนมเขาเป็นครั้งแรกงั้นละ

 

“เอาไปเหอะ นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบของหวาน”

 

 

ผมพูดจบ ไอ้ยุนโฮก็ยิ้มกว้างตาหยี โลกสดใสไปอีกสิบเท่า

 

ผมทำทีเป็นไม่ใส่ใจ เบือนสายตาจากใบหน้าเรียวเล็กที่สวมแว่นหนาเตอะ แต่สายตาก็ดันมาปะทะกับหน้ากวนตีนของไอ้ชางมินอย่างจัง ไอ้โย่งเบ้ปากพร้อมจ้องหน้าผมเสียตาเขม็ง ทำเอาผมผงะไปนิดหน่อย

 

 

“มึงมีปัญหาอะไรเปล่าวะ ชางมิน” ผมถาม จิกตาใส่ไอ้โย่งอย่างหาเรื่อง

 

 

แต่แทนที่ชางมินจะกลัวผม มันกลับทำแค่หัวเราะหึอย่างเย้ยหยัน แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ผมเต็มทน

 

 

“แหม~ ที่แท้ก็เก็บขนมไว้ให้ผัวเองหรอ~”

 

 

ไอ้ชางมิน…

 

ไอ้…...เหี้ย

 

 

 

--- + ---

 

 

 

ผมกับยุนโฮตกลงคบกันเมื่อช่วงต้นเทอมก่อน

 

ไม่ อย่าใช้คำว่าตกลงคบกันเลย ต้องเรียกว่าผมถูกไอ้ยุนโฮข่มขู่บังคับด้วยแผนการอันแยบยลของมันต่างหาก

 

มันเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันหนึ่ง ซึ่งผมจัดให้ว่าเป็นวันมหาวิปโยคในชีวิตผมเลย หลังจากที่ห้องผมเรียนว่ายน้ำเสร็จ แต่ละคนก็ทยอยกันเข้าไปอาบน้ำล้างตัว จะมีก็แค่ผมที่ตัดสินใจขอว่ายน้ำเล่นต่ออีกนิด ถึงแม้ผมจะชวนให้เพื่อนซี้ผมอย่างยูชอนอยู่ว่ายเล่นด้วยกันอีกสักชั่วโมง แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือสีหน้าเมื่อยๆ ของคุณรองหัวหน้า พร้อมกับคำปฏิเสธอันแสนรื่นหู

 

 

“เชิญมึงว่ายต่อไปเหอะแจจุง กูว่ายจนจะหอบแดกอยู่แล้ว ไอ้สัส ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

 

 

แล้วยูชอนก็ทิ้งให้ผมว่ายน้ำเล่นจนตัวเปื่อยอยู่คนเดียว

 

อันที่จริงจะว่าว่ายอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่ เพราะตอนนั้น นอกจากผมก็ยังมีชองยุนโฮว่ายน้ำเล่นอยู่อีกคน เพียงแต่เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมาย ต่างคนต่างว่าย มีว่ายสวนกันไปมาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เราหันมาสบตากัน – มีแค่นั้นจริงๆ

 

ผมกับยุนโฮไม่ค่อยได้คุยกันบ่อย แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนเวลาต้องอยู่กันสองคน ยุนโฮเป็นคนดีสมกับตำแหน่งหัวหน้าห้อง เขาใส่ใจเพื่อนทุกคน แต่จะสนิทกับเพื่อนแถวๆ หน้าห้องเป็นพิเศษเพราะเขานั่งแถวนั้น

 

ผมได้คุยกับเขาบ่อยๆ ตอนจัดงานนิทรรศการของโรงเรียน เราอยู่ฝ่ายเบ็ดเตล็ดด้วยกัน พูดง่ายๆ คือเป็นเบ๊ทุกฝ่ายนั้นแหละ ใครบอกให้ไปช่วยทำอะไรก็ไป (ทำได้หรือไม่ได้นี่อีกเรื่อง) ยุนโฮจะคอยถามผมตลอดว่าอยากให้ช่วยอะไรอีกไหม เหนื่อยไหม ชอบกินไม่ชอบกินอะไรบ้าง และอีกมากมาย ช่วงเวลาในตอนนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายุนโฮเป็นคนดีมากจริงๆ

 

หลังจากที่ผมว่ายน้ำจนตัวเปื่อยสมใจ ผมก็ปีนบันไดข้างสระว่ายน้ำขึ้นมา กะว่าจะไปอาบน้ำล้างตัวแล้วเดินกลับบ้านแบบไม่เร่งรีบอะไร แต่พอหันไปมองในสระที่เหลือแต่คุณหัวหน้าห้องที่ยังว่ายฟรีสไตล์ไม่เลิกก็ทำให้ผมต้องหยุดขาที่กำลังก้าวตรงไปห้องอาบน้ำ เปลี่ยนมาเป็นยืนพักขากอดอกมองคนที่กำลังว่ายวนไปวนกลับอยู่ในสระ

 

ว่ายมาสามสี่ชั่วโมงแล้วยังว่ายได้เร็วขนาดนี้เลย แรงเยอะชะมัด

 

 

“เฮ้ ยุนโฮ” ผมเรียกอีกฝ่าย เขาว่ายจนไปแตะขอบฝั่ง สะบัดผมไปมาแรงๆ จนหยดน้ำสาดกระเซ็น ก่อนจะใช้มือลูบน้ำออกจากหน้า แล้วหันมาหาผม

 

“ว่าไงแจจุง?” เขาถาม พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย สงสัยจะมองเห็นผมไม่ชัด

 

“กลับกันเหอะ มันเย็นมากแล้ว”

 

 

ผมพูดแค่นั้น แล้วเดินตรงไปห้องอาบน้ำ ในขณะที่ยุนโฮเดินตามหลังผมต้อยๆ

 

สายน้ำจากฝักบัวไหลรดตั้งแต่ศีรษะผมจรดปลายเท้า ที่นี่มีห้องอาบน้ำประมาณยี่สิบห้อง ยุนโฮอาบอยู่ที่ห้องตรงข้ามผม กลิ่นแชมพูกับสบู่หอมๆ มันทำให้ผมสดชื่นเป็นอย่างมาก

 

ผมใช้เวลาในการชำระล้างร่างกายไม่นานนัก เดาว่าไม่เกินสิบนาที ผมใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมไหล่ จับปลายผ้าฝั่งหนึ่งขึ้นซับผมที่เปียกชื้น ก่อนจะเปิดม่านห้องน้ำแล้วเดินตรงไปที่เปลี่ยนเสื้อผ้าในสภาพที่มีกางเกงว่ายน้ำติดตัวชิ้นเดียว

 

ระหว่างที่กำลังเดินไปเช็ดผมไปเพลินๆ ภาพตรงหน้าก็ทำให้ผมต้องชะงักขาสองข้างให้อยู่กับที่ ตรงเก้าอี้นั่งตัวยาวกลางห้องสี่เหลี่ยมซึ่งวางขนานกับตู้ล็อกเกอร์ที่ตั้งเรียงรายสองฝั่งพนังนั้นมีร่างของคุณหัวหน้าห้องกำลังนั่งใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมอยู่ ร่างกายท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า ส่วนท่อนล่างมีเพียงผ้าขนหนูผืนใหญ่พันปิดไว้อย่างลวกๆ

 

พอเหลือกันอยู่แค่สองคนแบบนี้ ผมก็เพิ่งจะสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่ายุนโฮเวลาหันข้างนี่มันหล่ออย่างบอกไม่ถูก – อืม ถึงผมจะเป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ผมก็ต้องยอมรับว่ายุนโฮตรงหน้าผมตอนนี้เขาหล่อ ผมไม่เคยเห็นเขาในสภาพแบบนี้มาก่อน หรือผมอาจจะเคยเห็นมาก่อนแล้วแต่ไม่เคยนึกใส่ใจละมั้ง

 

ผิวเขาเข้มกว่าผม เขาเรียกว่าอะไรกันนะ ผิวสีแทนใช่ไหม? ประมาณนั้นแหละ หุ่นไม่ผอมไม่อ้วน มีกล้ามแขนนิดหน่อย แต่พอเขายกแขนขึ้นเช็ดผมแบบนี้ มันทำให้ผมเห็นกล้ามเขาเป็นลูกเลย ขาก็ยาวกว่าผมเยอะ และอีกอย่าง ใบหน้าเรียวเล็กไร้แว่นหนาเตอะที่ล้อมกรอบไว้ด้วยเส้นผมเปียกชื้นนั่น มันทำให้ผมเผลอกลั้นหายใจกับภาพนั้นไปวูบหนึ่ง ทำไมจู่ๆ ถึงคิดว่าชองยุนโฮเซ็กซี่ขึ้นมาวะ?

 

ผมส่ายหัวไปมาเบาๆ ให้กับความคิดชั่ววูบของตัวเอง ใครเล่าจะหล่อเกินคิมแจจุงนั้นไม่มี ผมเดินลากเท้าไปหย่อนตัวลงนั่งข้างกันกับยุนโฮ เขาหันมามอง แล้วก็ส่งยิ้มกว้างๆ มาให้ผม

 

 

“อ้าว อาบน้ำเสร็จแล้วหรอ” ยุนโฮถามในขณะที่เช็ดผมไปด้วย

 

“ก็อย่างที่เห็น” ผมตอบกวนๆ แต่ยุนโฮกลับหัวเราะเสียงดังลั่นซะงั้น

 

“เดี๋ยวนี้แจจุงกล้าพูดกวนๆ กับฉันบ้างแล้วหรอ” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่

 

 

แล้วเขาก็ยื่นแขนมากอดคอผมเสียจนผมตัวเซ และหัวผมก็ดันไปชนกับอกแข็งๆ ของอีกฝ่ายอย่างจัง

 

‘ตึกตัก ตึกตัก’

 

ผมได้ยินเสียงหัวใจเต้น

 

เดี๋ยวก่อน...

 

ชองยุนโฮ เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะมึง

 

 

“ฉันพูดกวนกับทุกคนอยู่แล้ว นายเพิ่งรู้รึไง” ผมทำเสียงรำคาญใส่ พร้อมกับผลักตัวอีกฝ่ายออก ทำไมรู้สึกหน้าร้อนๆ วะ

 

“จริงหรอ แต่เท่าที่เคยได้คุยกับนาย ฉันว่านายก็น่ารักดีนะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างนุ่มนวล

 

 

แล้วยุนโฮก็ส่งยิ้มกว้างๆ มาให้ผมอีกรอบ

 

เดี๋ยวก่อน ไม่...เดี๋ยวก่อนสิ บรรยากาศตอนนี้มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ

 

 

“น่ารักบ้าอะไร คนอย่างฉันคู่ควรกับคำว่าหล่อ จำไว้ด้วย” ผมขึ้นเสียง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการทำเสียง ชิ แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ

 

แต่หน้าผมดันร้อน และใจแม่งเต้นผิดไปสองจังหวะ

 

ยุนโฮก็แค่ชม แค่ชมเพื่อนธรรมดา ท่องไว้ ท่องไว้สิคิมแจจุง

 

 

“ฮะๆๆ! โอเค งั้นเรารีบแต่งตัวแล้วกลับบ้านกันดีกว่า” ยุนโฮหัวเราะเสียงดัง ฟังดูสดใสมากเสียจนใจผมกระตุกอีกรอบ – ผมว่าวันนี้ร่างกายผมมีปัญหาแน่ๆ กลับบ้านไปคงต้องกินยากันไว้เสียหน่อย

 

 

ผมลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ล็อกเกอร์ของตัวเอง จัดการเปิดตู้ ดึงกระเป๋าใบใหญ่สุดรักสุดหวงออกมา แล้วปิดตู้ล็อกเกอร์ให้เรียบร้อย ผมเดินเอากระเป๋ามาวางไว้ที่เก้าอี้ยาวตัวเดิม แล้วสองมือก็เริ่มเปิดกระเป๋า และหยิบเสื้อผ้าออกมาวางพาดเก้าอี้ไว้ลวกๆ

 

ยังไม่ทันที่ผมจะคว้าเสื้อขึ้นมาสวมทับหุ่นดีๆ ของตัวเอง เสียงฝีเท้าของอีกคนก็ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง ยุนโฮเดินป้วนเปี้ยนไปรอบห้อง เดี๋ยวก็เดินเข้าไปตรงบริเวณห้องอาบน้ำ เดี๋ยวก็เดินออกมายืนใกล้ๆ ผม แล้วก็ใช้มือจับๆ แตะๆ อยู่แถวเก้าอี้ที่เขาเพิ่งนั่งก่อนหน้านี้ ใบหน้าเรียวเล็กนั่นแสดงความหงุดหงิดออกมานิดหน่อย

 

ยุนโฮยังคงเดินวนไปวนมาไม่เลิก เดินวนอยู่แค่นั้นแหละครับ จนคนมองอย่างผมรู้สึกเวียนหัวแทน

 

 

“ยุนโฮ นายหาอะไรอยู่รึเปล่า” ผมถามด้วยความอัดอั้นตันใจ นี่เดินวนรอบที่ห้าแล้วนะ

 

“ฉันหาแว่นไม่เจอ” ยุนโฮทำหน้ายุ่ง ยกมือข้างหนึ่งขึ้นขยี้หัวอย่างหงุดหงิด “ฉันว่าฉันก็วางไว้ที่เก้าอี้ตรงนี้นะ”

 

“นายลืมไว้ในล็อกเกอร์รึเปล่า” ผมลองเสนอความเห็น เหลือแค่ตรงนี้แหละที่หมอนี่ยังไม่ได้เดินไปดู

 

“เออ จริงด้วยแหะ แจจุงช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหม เดี๋ยวฉันว่าจะลองไปดูที่ห้องน้ำอีกรอบ” ทำเสียงอ้อนวอนขนาดนี้ คนหล่อจิตใจงามอย่างผมจะไปปฏิเสธอะไรได้

 

“ล็อกเกอร์นายเบอร์อะไร”

 

“26”

 

“โอเค”

 

 

ผมเดินไปที่ตู้ล็อกเกอร์เบอร์ 26 มันอยู่ห่างจากตู้ของผมไปสองล็อก พอผมเปิดตู้ ด้านในนั้นมีกระเป๋าเป้สีดำเรียบๆ อยู่ใบหนึ่ง ผมเอื้อมมือไปคว้ามันไว้อย่างไม่รอช้า แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ดึงกระเป๋าออกจากตู้ ผมก็ได้ยินเสียงสิ่งของอะไรสักอย่างขูดกับตู้ล็อกเกอร์เบาๆ ในตอนที่ผมดึงเป้ของยุนโฮ

 

ผมผลักกระเป๋าเป้ขึ้นเพื่อดูสิ่งที่อยู่ด้านล่าง และพอเห็นสิ่งที่อยู่ใต้กระเป่า ผมก็อดไม่ได้ที่จะแอบขำในใจ

 

แว่นหนาเตอะของคุณหัวหน้าห้องอยู่ตรงนี้เอง

 

ชองยุนโฮนี่โก๊ะเหมือนกันนะเนี่ย

 

 

“ยุนโฮ ฉันเจอแว่นนายแล้ว”

 

 

ผมพูดพลางหยิบแว่นออกมาด้วย จากนั้นจึงปิดตู้ล็อกเกอร์ให้เรียบร้อย ให้สมกับการเป็นคิมแจจุงคนดีเสียหน่อย

 

 

‘ปัง!’

 

 

อืม ปิดตู้ล็อกเกอร์เรียบร้อย

 

แต่...ทำไมเสียงปิดตู้ล็อกเกอร์มันดังกว่าปกติวะ?

 

ผมรู้สึกถึงไออุ่นของอะไรสักอย่างกำลังโอบล้อมรอบกายผมไว้ เหมือนคนตัวโตๆ มายืนบังผมอะไรแบบนั้นน่ะ อะไรวะเนี่ย สัญชาตญาณของผมมันกำลังร้องเตือนถึงภัยอันตรายครั้งใหญ่ หัวใจผมเต้นแรงขึ้น จนผมต้องกัดริมฝีปากล่างเพื่อสงบสติ

 

มึงเป็นบ้าอะไรของมึงวะคิมแจจุง คิดมากไปเองปะมึง

 

ผมตัดสินใจหลับตาลง แล้วสูดหายใจเข้าลึกเสียทีหนึ่ง ผ่อนลมหายใจช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น และเหล่มองไปทางด้านซ้าย

 

และก็พบว่า มีมือเรียวๆ สีแทนวางพาดอยู่ตรงล็อกเกอร์ข้างๆ ผม

 

อืม...

 

ขอเหล่ไปทางด้านขวาก่อนนะ – อืม...ด้านขวาก็มีเหมือนกันเลยว่ะ

 

อืม...อืม......

 

อ๋อ!

 

ผมก็แค่โดนคร่อมไว้กับตู้ล็อกเกอร์เอง

 

ก็แค่นั้นเอง ปัดโธ่

 

 

“หาแว่นเจอแล้วหรอครับ?”

 

 

ก็...แค่......

 

คะ...ใครมากระซิบข้างหูวะ?!

 

ไรขนอ่อนแถวต้นคอผมพร้อมใจกันลุกพรึ่บ ผมรีบหันหลังกลับ และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่

 

หน้ายุนโฮอยู่ห่างจากหน้าผมไม่เกินหนึ่งไม้บรรทัด

 

 

‘โครม!’

 

 

ผมเผลอถอยไปจนหลังกระแทกกับตู้ล็อกเกอร์อย่างแรง แต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ตอนนี้อารามตกใจมันมีมากกว่าอะไรทั้งหมด สติไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไร ผมยืนยันได้เลยว่าสถานการณ์ของผมในตอนนี้กำลังจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต ผมรู้สึกได้

 

อะไรคือการที่ผมถูกผู้ชายคร่อมไว้แบบนี้วะ!

 

 

“ทำบ้าอะไรของนายห๊ะ?! ชองยุนโฮ ออกไป!” ผมใช้มือที่ว่างผลักอกคนตรงหน้า ทำไมไม่ขยับเลยวะ?!

 

“ไม่” เขาพูด แล้วกระตุกยิ้ม – เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มคิดว่าชองยุนโฮน่ากลัว

 

“นี่มันไม่ตลกนะเว้ย!”

 

“ก็ฉันมองเห็นนายไม่ค่อยชัดนี่นา ก็เลยต้องทำแบบนี้ไง” ยุนโฮพูดเสียงระรื่น พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมกว่าเดิม ฉิบหาย

 

“น่ะ นายสายตาสั้นขนาดนั้นเลยรึไง” ผมพูดเสียงสั่น มองใบหน้าเรียวเล็กเปื้อนยิ้มที่มีผมชื้นๆ ล้อมกรอบหน้าไว้แล้วก็รู้สึกใจสั่นแปลกๆ – วิกฤต นี่มันวิกฤตมากๆ!

 

“จริงๆ ก็ไม่ได้สายตาสั้นอะไรขนาดนั้นหรอก” ยุนโฮยังคงพูดทั้งรอยยิ้ม

 

“ถ้าไม่ได้สายตาสั้นก็ถอยไปสิวะ!” ก่อนที่ใจกูจะสั่นหนักไปมากกว่านี้ ออกไปได้แล้วโว้ย!

 

“โอ๊ะ มองเห็นไม่ชัดอีกแล้ว” ตาเล็กๆ ทำทีเป็นหรี่ลง แล้วยุนโฮก็ชะโงกหน้าเข้ามาหาอีก

 

ตอนนี้มึงวิกฤตที่สุดในชีวิตมึงแล้วละ คิมแจจุง

 

ไอ้สัส อีกคืบเดียวกูจะจูบปากยุนโฮแล้วเนี่ย โอ๊ย!

 

“น่ะ...นาย...” ผมเกร็งไปทั้งตัว พูดอะไรไม่ออก ตอนนี้แค่หายใจยังดูจะลำบาก แถมหน้าก็เริ่มร้อนๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น อะไรวะเนี่ย!

 

“แจจุง” จู่ๆ ยุนโฮก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง นั่นทำให้ผมยิ่งเกร็ง แถมอายจนต้องหันหน้าหนี แต่หันไปได้ไม่กี่วินาที คนตรงหน้าก็พูดต่อ

 

“แจจุง มองหน้าฉันสิ” อยากจะพูดหยาบใส่ยุนโฮก็ตอนนี้แหละ ทำไมตอนนี้ผมถึงคาดเดาอะไรเขาไม่ได้เลยนะ

 

“ไม่! นายก็ถอยไปก่อนสิวะ! นี่มันใกล้เกินไปแล้ว!!” กูอายจะตายอยู่แล้ว ไอ้บ้า!

 

“ก็บอกแล้วว่าฉันมองหน้านายไม่ชัดไง”

 

“ฉันไม่เชื่อ! ไม่เชื่อนายแล้ว! ถอยไปซี่!” ผมโวยวายหนัก สองตาปิดแน่น ไม่กล้าหันไปมองข้างหน้าเลยจริงๆ

 

“งั้นฉันจะยื่นหน้าเข้าไปอีกนะ จะได้เห็นหน้านายชัดๆ”

 

“หยุด! พอ! ฉันหันมาแล้ว ไม่ต้องยื่นหน้ามาอีก พอแล้ว!”

 

 

แพ้หมดรูป พัง พังมาก คิมแจจุง ฉิบหายแล้วไหมล่ะมึง

 

ผมฝืนใจหันมามองหน้ายุนโฮเหมือนเดิม และรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ เราอยู่ใกล้กันมากจนผมมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในแววตาของคนตรงหน้า ผมเผลอกลืนน้ำลายเหนียวคออึกหนึ่ง พร้อมกับที่เริ่มรู้สึกได้ว่าหน้าผมมันร้อนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำไงดีวะเนี่ย!

 

 

“แจจุง” เสียงทุ้มๆ เรียกผมอีกรอบ

 

“อะ...ไร...” ทำไมต้องมองกูด้วยสายตาจริงจังขนาดนั้นวะ

 

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

 

 

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ”

 

 

.

.

.

 

 

ห๊ะ......?

 

เมื่อกี้...ยุนโฮบอกว่าอะไรนะ? อะไรชอบๆ นะ?

 

 

“น่ะ นายว่าไงนะ?” ผมถามซ้ำอีกรอบ แต่ก้อนเนื้อในอกซ้ายดันเต้นรัวเสียจนน่าตี

 

“ฉันชอบนาย เรามาคบกันเถอะ” พูดจบยุนโฮก็ส่งยิ้มหล่อๆ มาให้เป็นการปิดท้าย

 

 

เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะ

 

นี่มันเรื่องอะไรกันวะ มันเกิดขึ้นได้ไง แล้วผมควรทำยังไง อะไรวะเนี่ย?!

 

 

“เดี๋ยวก่อน นาย...นายเนี่ยนะ ชอบ...ฉัน?”

 

“จะให้พูดให้ฟังอีกหลายๆ รอบก็ได้นะ” ทำไมใจกูเสือกเต้นแรงวะ แม่ง

 

“มันทำใจเชื่อได้ง่ายๆ ที่ไหนเล่า?!” ผมสวนกลับไป พร้อมกับความสับสนที่อัดแน่นอยู่เต็มอก ใครจะไปคิดว่าเกิดมาเป็นยอดชายแบบนี้จะดันมีผู้ชายมาสารภาพรัก นี่มันเหนือความคาดหมายไปไกลมาก!

 

“ฉันชอบนาย” ไอ้สัส พ้อ!

 

“ยุนโฮ!”

 

“ฉันชอบนาย ฉันชอบนาย ฉันชอบนาย ฉันชอบ—” ชองยุนโฮโว้ย! กูไหว้ละ!

 

“พอได้แล้วโว้ย!!!”

 

“แจจุงรังเกียจฉันหรอ?” เสียงทุ้มโอดครวญแผ่วเบา หน้าเปื้อนยิ้มเล็กๆ นั่นเปลี่ยนเป็นหน้าเศร้าๆ หงอยๆ เสียอย่างนั้น

 

 

ฉิบหาย นี่จะมาไม้ไหนอีก กูปรับโหมดไม่ทัน ไอ้สัส

 

ผมหรี่ตามองคนที่ยังกักขังผมไว้อย่างอุกอาจ สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมปักใจเชื่อเพื่อนคนนี้ได้ยากมาก ยุนโฮเสียใจจริงหรือหลอกวะ? แต่ตอนนี้ใบหน้าเรียวเล็กนั่นกำลังก้มมองพื้น ปากหยักยื่นออกมาคล้ายกับน้อยเนื้อต่ำใจ และถ้าผมไม่ได้สายตาฝ้าฟางหรือสายตาแย่จนเกินไป ผมว่าผมเห็นน้ำใสๆ คลออยู่ในดวงตาคมนั่นนิดหน่อยนะ

 

เสียงเศร้าๆ หน้าหงอยๆ แถมน้ำตาคลออีก...

 

ไอ้ห่า ยุนโฮเสียใจจริงว่ะ ทำไงดีวะ

 

 

“ยุนโฮ...คือ...” ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ตอนนี้ในหัวคิดแค่ว่าเพื่อนดีๆ อย่างยุนโฮไม่ควรจะต้องมีเรื่องให้เสียใจ แค่นั้นแหละ

 

“แจจุงรังเกียจฉันหรอ?” ยุนโฮถามผมซ้ำ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาผม น้ำตาคลอจริงด้วย ฉิบหาย

 

“คือ...คือฉัน...” เอาไงดีวะกู

 

“นายคงรังเกียจฉันจริงๆ สินะ...” ปากหยักขยับยิ้มฝืนๆ ดูน่าเจ็บปวดเป็นบ้า

 

“คือ...จริงๆ ก็ไม่ได้รังเกียจหรอก” ผมตอบอ้อมแอ้ม กรอกตาหลบไปซ้ายทีขวาที รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ใจเต้นอีกละ อะไรของมึงห๊ะ คิมแจจุง

 

“ถ้านายไม่ชอบฉันจริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ...” พูดเป็นคนดีแล้วก็อย่าทำหน้าเศร้าสิวะ!

 

“ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบนายซะหน่อย!” ผมโพล่งออกไปแบบสติเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า หน้าก็เริ่มร้อนๆ แบบไม่มีเหตุผล

 

“...แปลว่าแจจุงชอบฉันหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเศร้าๆ ผมพยายามเหล่มอง และสายตาที่จ้องมาที่ผมนิ่งราวกับจะขอความมั่นใจมันทำให้ใจผมอ่อนยวบได้อย่างน่ากลัว

 

“ฉันบอกแค่ว่าฉันไม่ได้ไม่ชอบนาย แต่ถ้านายคิดแบบนั้นแล้วจะหายเศร้า นายจะคิดแบบนั้นก็ได้”

 

“งั้นแสดงว่าแจจุงก็ชอบฉันเหมือนกัน แบบนี้เราสองคนก็ใจตรงกันสิ เนอะ ♥”

 

 

ห๊ะ?

 

ผมขมวดคิ้วแน่น สมองพยายามประมวลผลคำพูดเมื่อครู่อยู่ประมาณสี่ห้าตลบ แต่ผมเดาว่าระบบประมวลผลในตัวผมคงขัดข้อง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะเข้าใจความหมายพวกนั้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี โว๊ะ อะไรวะเนี่ย!

 

ด้วยความสงสัยที่ยังหลงเหลืออยู่ ผมจึงหันไปมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าฉงนระดับสิบ แต่แทนที่ผมจะเห็นหน้าเศร้าๆ เหมือนเด็กกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ยุนโฮกลับส่งยิ้มแป้นแล้นอวดฟันสามสิบสองซี่ให้ผมดูเสียอย่างนั้น

 

 

“งั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราก็เป็นแฟนกันแล้วเนอะ

 

 

เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนนะมึง...

 

ไหนล่ะหน้าเศร้าๆ ก่อนหน้านี้ แล้วเมื่อกี้ใครที่น้ำตาคลอเหมือนจะร้องไห้อยู่นะ

 

เดี๋ยว...เดี๋ยว!!!!!

 

 

“นี่...นาย...” ผมเดาว่าตอนนี้หน้าผมคงดูโง่ไม่ก็น่าขำมาก ไอ้สัส กูพลาดอะไรไปตั้งแต่ตอนไหนวะ

 

“ก็คิดมานานแล้วแหละว่าเราคงจะใจตรงกัน ดีใจจริงๆ ที่ฉันคิดถูก” ยุนโฮพูดเสียงระรื่นอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ตาเล็กๆ นั่นส่องประกายความสุขระยิบระยับจนผมเห็นแล้วแสบตา

 

“ยุนโฮ...มึง!” พอเหมือนจะตั้งสติได้ ผมก็โพล่งออกไปแบบนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ริมฝีปากผมถูกอะไรสักอย่างแปะป้าบลงมาด้วยแรงพอประมาณ

 

‘จุ๊บ’

 

“ถ้าพูดหยาบอีก ฉันจะไม่ทำอยู่แค่นี้นะ – ไปแต่งตัวแล้วกลับบ้านกันเถอะ”

 

 

ยุนโฮจับให้ผมที่ยืนตัวแข็งทื่อไปยืนนิ่งๆ อยู่ที่หน้าตู้ล็อกเกอร์ถัดไป ก่อนทึ่เขาจะเปิดตู้ล็อกเกอร์ตัวเอง คว้าเป้ใบเขื่องออกมา แล้วหันมาหยิบแว่นในมือผมไป และเดินผิวปากไปแต่งตัวอย่างอารมณ์ดี

 

เมื่อกี้...ยุนโฮ...ปาก...ปากมัน…

 

มันเฟิร์สคิสของกูเลยนะโว้ย ไอ้เหี้ยยยย!

 

 

 

--- + ---

 

 

 

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดตอนที่อยู่โรงเรียนก็ต้องเป็นช่วงพักเที่ยงนี่แหละ

 

หลังจากผ่านพ้นคาบเรียนคณิตศาสตร์ที่น่ารังเกียจกว่าของหวานทุกชนิดบนโลกไปได้ การได้มานั่งสุมหัวกันกินมื้อเที่ยงตรงชั้นดาดฟ้าตึก พร้อมกับข้าวกล่องรสเลิศจากฝีมือคุณแม่ของจุนซูที่ใจดีเหมือนนางฟ้า ที่มักจะทำข้าวกล่องมาฝากแก๊งพวกผมอยู่เป็นประจำ แค่นี้ก็ทำให้โลกอันน่าเบื่อก่อนหน้านี้สดใสเหมือนพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งในเทเลทับบี้ไม่มีผิด

 

 

“ไก่ทอดฝีมือคุณแม่อร่อยจริงๆ เล้ยยย” ชางมินพูดอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ปากก็เคี้ยวไก่ทอดจนแก้มตุ่ยไปข้างหนึ่ง

 

“จุนซู เราอยากกินไข่ม้วนจังเลยอะตัวเอง ป้อนเราหน่อยสิ~” ยูชอนแม่งทำตัวเป็นง่อยอีกละ

 

“มาๆ เราป้อนให้ ไข่ม้วนฝีมือคุณแม่เราอร่อยที่สุดเลยรู้เปล่า อิยะฮ่าฮ่า!” จุนซูป้อนไข่ม้วนให้คนง่อยแดก แล้วก็พูดอวดฝีมือการทำอาหารของคุณแม่ไม่หยุด คู่รักเวร กูล่ะเบื่อโมเมนต์ง่อยแดกของไอ้ยูชอนฉิบหาย

 

 

ตรงกลางวงของพวกเราห้าคนมีของกินเล่นอย่างไส้กรอกทอด ไข่ม้วน ผักต้ม และอีกสารพัด วางอยู่ในกล่องอย่างสวยงาม ผมคีบข้าวสวยนุ่มๆ เข้าปาก แล้วหันไปมองไอ้แว่นหนาเตอะที่ดูจะมีความสุขกับข้าวผัดกิมจิที่คุณแม่จุนซูทำมาให้เป็นพิเศษ ปากหยักนั่นเคี้ยวข้าวไปพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ อย่างกับเด็ก

 

 

“แจจุงกินไข่ม้วนด้วยไหม เดี๋ยวเราป้อนให้” ผมหันไปมองจุนซู พร้อมกับเจอไข่ม้วนหน้าตาน่ากินจ่ออยู่ตรงหน้า ขนาดนี้แล้ว จะให้ปฏิเสธก็คงน่าเกลียด

 

“อ้า~” ผมอ้าปากรับไข่ม้วนแสนอร่อยเข้าปาก ส่วนจุนซูก็ยังยิ้มร่าไม่เลิก

 

“ยุนโฮอยากกินบ้างปะ เดี๋ยวเราป้อนให้ ไม่ลำเอียง ไม่โกง ฮิ__ฮิ” ยุนโฮหันมามองจุนซู แล้วยิ้มกว้าง

 

“ฉันอยากกินมากๆ เลย ยิ่งมีคนป้อนให้แบบนี้ยิ่งอยากกินเข้าไปใหญ่” หืม…

 

“ฮ้า~ งั้นมาเลย เราชอบป้อนๆ ยุนโฮ อ้าม~”

 

 

ผมมองหน้ากลมๆ ที่มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา สลับกับหน้าไอ้แว่นที่กำลังอ้าปากงับไข่ม้วน

 

อืม – ไอ้ยุนโฮตาเป็นประกายเลยว่ะ ก็ไข่ม้วนมันอร่อยมากนี่นะ

 

 

“อยากกินอีกจัง” ยุนโฮพูดไปเคี้ยวไป น้ำเสียงฟังดูอ้อนนิดๆ ไม่ได้เข้ากับหนังหน้าเลย เหอะ

 

“อร่อยใช่ม่า~ นี่ๆ ยุนโฮกินอีกเยอะๆ เลยนะ” จุนซูยิ้มแป้นประหนึ่งตัวเองเป็นคนทำไข่ม้วน แล้วก็ป้อนยุนโฮอีกรอบ

 

 

ผมคีบข้าวใส่ปาก เคี้ยวหงุบหงับแบบส่งๆ ก่อนจะกลืนลงคอ – แต่ทำไมข้าวคำนี้มันฝืดคอนิดๆ วะ

 

ช่างแม่งเหอะ

 

 

“เมียมึงหึงจนแดกข้าวไม่ลงแล้วนะนั่นน่ะ ไอ้ยุนโฮ”

 

 

เสียงไอ้โย่งดังทะลุชอนไชตั้งแต่รูหูไปจนแทบจะถึงปลายเท้า ผมกำตะเกียบในมือแน่น จู่ๆ เท้าขวาก็เริ่มคันๆ อยากจะเดินไปเตะคนให้หายคันซะหน่อย ไอ้ชางมินแม่งใส่ความกูอีกแล้ว ไอ้ห่า!

 

 

“มึงว่าไงนะชางมิน?” ผมจ้องหน้ามันตาแทบคว่ำ ชางมินหันไปงับไข่หวานที่จุนซูยื่นให้แล้วก็ยิ้มตาไม่เท่ากันอย่างมีความสุข เอ้า เห็นแก่กินตลอดนะมึงเนี่ย “ตอบกูสิวะ!”

 

“มึงจะหึงจุนซูทำไมวะไอ้แจจุง อยากป้อนให้ยุนโฮบ้างมึงก็ป้อนไปดิ๊!” เป็นไอ้เสือหนุ่มยูชอนที่ตอบผมแทน มันหันไปกอดคอจุนซูแล้วทำทีเป็นกระซิบเสียงดังว่า จุนซูของยูชอนเป็นเด็กดีจะตาย ก็เลยมีแต่คนอิจฉา เนอะๆ

 

แหม ขนาดนี้แล้ว มึงชี้หน้าด่ากูเลยก็ได้มั้งไอ้ยูชอน หมั่นไส้โว้ยยย!

 

“เราทำให้แจจุงหึงหรอ?” จุนซูถามผมตาแป๋ว ผมส่ายหน้า

 

“เปล่า เราไม่ได้—”

 

“แจจุงหึงหรอ?” จู่ๆ ไอ้แว่นก็พูดแทรกขึ้นมา ผมหันไปสบตามัน แต่แล้วก็ต้องหันหน้าหนีแบบไม่มีเหตุผล

 

เดี๋ยว ทำไมไอ้ยุนโฮต้องทำตาเป็นประกายขนาดนั้นวะ มีเรื่องอะไรให้น่าดีใจน่าตื่นเต้นนักรึไง?!

 

“ก็บอกว่าไม่ได้—!”

 

“ฮู้ยยยย ผัวเมียหึงกันบ้างมันก็สีสันของชีวิตคู่นะเว้ย ยอมรับมาก็ไม่เสียหายหรอกเพื่อน!”

 

 

ไอ้เหี้ยชางมิน มึงอย่าอยู่เลย!

 

แล้วก็เกิดศึกสงครามระหว่างผมกับไอ้โย่งอยู่สักพัก ผมกระโจนใส่มัน พยายามจะยื่นมือไปยันหน้ากวนๆ นั่นสักครั้ง แต่มันใช้แค่แขนขายาวๆ ของมันปัดผมไปมาอย่างกับผมเป็นลูกหมาตัวกระจ้อย แรงควายฉิบหายเลยไอ้บ้านี่! แถมมันยังหยามผมด้วยการสู้กับผมไป พร้อมกับแดกข้าวไปในเวลาเดียวกันด้วย

 

ไอ้สัส กูยอมแพ้ก็ได้!

 

 

“แจจุงเหนื่อยยัง มากินข้าวให้หมดก่อนเร็ว” ยุนโฮถามผมด้วยรอยยิ้ม ผมกลับมานั่งที่เดิมในสภาพหอบแดก ยุนโฮยื่นกล่องข้าวของผมมาให้ ผมรับมาแล้วรีบหลบสายตา และทำทีไปคีบไก่ทอดที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นมากินบ้าง

 

ไอ้แว่นยังไม่เลิกทำตาวิบวับเลยว่ะ แม่ง...

 

กูก็เขินเป็นไหมล่ะ ไอ้บ้า!

 

 

สุดท้ายประเด็นหึงไม่หึงก็จบไปเพราะผมไม่ยอมรับง่ายๆ (แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยิ้มกรุ้มกริ่มไม่เลิก โดยเฉพาะไอ้แว่นที่แม่งยิ้มจนเหมือนคนพี้ยา) ผมแทบจะนอนตีพุงหลังจากที่กินข้าวเสร็จ อิ่มจนแทบจะร้องขอชีวิต อาหารฝีมือคุณแม่ของจุนซูนี่มันสุดยอดจริงๆ

 

 

“ยุนโฮ กูอยากแดกไดฟุกุสตรอว์เบอร์รีอะ” ชางมินสะกิดขายุนโฮที่กำลังแกะกล่องป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีอย่างอ้อนๆ ตาโตๆ เหมือนกวางกะพริบปริบราวกับจะเลียนแบบท่าทางของเด็กน้อยวัยใส ตอแหลกว่าไอ้ยูชอนก็มึงนี่แหละ ไอ้ชางมิน

 

“เอาดิ แจจุงได้มาตั้งสองกล่อง เอาไปกินกล่องนึงเลยก็ได้ จะกินป๊อกกี้ด้วยปะ?” โธ่ นี่ก็พ่อพระเหลือเกินพ่อคุณ

 

“ชางมินกินข้าวหมดแล้วนี่ ยูชอนเก็บกวาดเร็ว เก็บเลยๆๆ เก็บให้สะอาดเรียบร้อยเลยนะ!” จุนซูพูดเสียงใส หน้ากลมๆ ยิ้มอย่างพอใจที่ได้สั่งการคนที่นั่งข้างๆ ที่แอบส่ายหัวด้วยความเอ็นดู

 

“ครับๆ ปาร์คยูชอนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเลยครับ”

 

“ดีมาก ไอ้ลูกน้อง! อิยะฮะฮ่า!”

 

 

พวกผมมองการกระทำของคู่รักติงต๊องนั่นด้วยความสงสัยเล็กๆ เพราะปกติจุนซูจะชอบเก็บกวาดเอง ไม่ยอมให้พวกผมช่วย เป็นเด็กดีมากจนทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนบาป แต่เห็นจุนซูอยากทำผมก็ปล่อยให้เขาทำไป ไม่อยากขัดใจเพื่อนน่ะ (ฮั่นน่อวว คิมแจจุงแสนดีที่หนึ่งจริงๆ)

 

แต่วันนี้ทำไมจุนซูสั่งยูชอน? แล้วไอ้เวอร์จิเนียบอยมันก็ไม่มีการทำอารยะขัดขืนอะไรทั้งนั้นด้วย ทั้งๆ ที่เวรทำความสะอาดห้องมันยังไม่คิดจะทำ นี่มันแปลกเกินไป

 

ผมมองยูชอนที่กำลังเก็บกล่องข้าวทั้งหมด สลับกับจุนซูที่หัวเราะคิกคักไม่เลิก เช่นเดียวกับยุนโฮที่กำลังนั่งแทะป๊อกกี้เหมือนกระรอก และชางมินที่เขมือบไดฟุกุเหมือนงูแดกเหยื่อ

 

 

“มึงยอมทำอะไรแบบนี้แล้วเหรอไอ้ยูชอน?” ชางมิน มึงรู้ใจกูอีกแล้ว

 

“หืม? อ๋อ พอดีกูเล่นเกมแพ้จุนซูว่ะ” ยูชอนตอบโดยที่ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดไปเรื่อย

 

“ยูชอนนี่อ่อนจริงๆ เลยน้า อิยะฮะฮ่า!” จุนซูหัวเราะอย่างสะใจ แต่ยูชอนกลับยิ้มเผล่ อะไรของมึงเนี่ย

 

“จุนซูเล่นเกมอะไรชนะหรอ?” ยุนโฮถาม แล้วก็แทะป๊อกกี้ต่อ ขี้เสือกเหมือนกันนี่ไอ้แว่น แต่ถือว่าทำได้ดี

 

“เล่นเกมกินป๊อกกี้กันอะ แล้วเราก็ชนะแหละ!” จุนซูอวดอย่างภาคภูมิใจ

 

“ยูชอนกินป๊อกกี้ได้น้อยกว่า?” ผมถามพร้อมเลิกคิ้วขึ้น จุนซูส่ายหน้าดุ๊กดิ๊ก ส่วนอีกสามหน่อที่เหลือพร้อมใจกันมองหน้าผมด้วยสายตาเหมือนแปลกใจนิดหน่อย อะไรของพวกมึง โถ จู่ๆ ก็เพิ่งสำนึกกันได้หรอว่าจริงๆ กูหล่อมากจนผู้ชายยังต้องกรี๊ด ไม่ไหวเลยนะพวกมึงนี่

 

“เปล่าๆ เวลาเล่นต้องมีคนหนึ่งคาบป๊อกกี้ไว้ แล้วอีกคนก็ต้องกินป๊อกกี้จากอีกฝั่ง ให้เหลือป๊อกกี้น้อยที่สุด ใครทำได้ดีกว่าก็ชนะแหละ”

 

“จุนซู นายกล้าเล่นอะไรแบบนี้ด้วยหรอ?!” ผมอ้าปากค้าง เห็นแบบนี้ จริงๆ ผมก็แอบหวงจุนซูหน่อยๆ นะ นี่มันเด็กน้อยที่แสนดีของผมเลยนะ!

 

“โหยยย ก็ยูชอนบอกว่า ถ้าใครแพ้จะต้องเป็นคนรับใช้ให้คนชนะ 1 สัปดาห์ ฟังแล้วน่าสนุกออก แล้วสุดท้ายเราก็ชนะได้ด้วยนะ อิยะฮะฮ่า!”

 

“ยูชอน อย่างมึงเนี่ยนะจะแพ้เกมแบบนี้?” ชางมินถามเสียงราบเรียบ ก่อนจะยื่นมือไปแย่งป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีของยุนโฮมากิน แต่ยูชอนยังไม่ทันได้พูดอะไร เด็กช่างพูดก็คุยโม้ต่อ

 

“ชางมินไม่รู้อะไรซะแล้ว ยูชอนอะ อ่อนมากเลยรู้ปะ ตอนเล่นมันต้องกินให้เหลือป๊อกกี้น้อยที่สุดใช่ม่า แต่ยูชอนดันกินจนไม่เหลือป๊อกกี้เลยน่ะสิ! ยูชอนนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ อิยะฮ่าฮ่า~!”

 

 

และจู่ๆ บรรยากาศเงียบแดกก็เกิดขึ้นกลางวงสนทนา

 

จุนซูหัวเราะเอิ๊กอ๊ากต่อไปอีกประมาณสามวิ แล้วก็ชะงักกึก ตัวแข็ง ก่อนจะเงียบแดกตามไปอีกคน

 

อืม หน้ากลมๆ นั่นเริ่มมีสีขึ้นเป็นริ้วๆ ละ

 

 

“คือ...คือ...คือที่เล่าไปเมื่อกี้…” จุนซูหน้าแดงจนจะระเบิดแล้วครับตอนนี้ เพิ่งรู้ตัวสินะว่าพูดอะไรออกมา โถ...

 

“มึงไม่ต้องอาย กูรู้แต่แรกแล้วว่าคงเป็นอย่างนั้น” ชางมินยักคิ้วกวนๆ ให้เพื่อนสนิท มันคว้าไดฟุกุลูกที่สี่ยัดเข้าปาก ไอ้ห่า นี่มึงยังแดกได้อีกหรอวะ ชางมิน

 

“ชางมินพูดจาไม่น่ารักอีกแล้ว!” จุนซูโวยวาย ส่วนคนถูกโวยวายก็ทำแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

 

“จะว่าไป ยุนโฮ มึงเคยเล่นเกมกินป๊อกกี้ปะ?” ยูชอนถามในขณะที่เก็บกล่องข้าวกล่องสุดท้ายเสร็จ ไอ้แว่นกะพริบตาปริบ มันเหลือบมามองหน้าผมแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปสบตาชางมิน ยูชอน และจุนซูตามลำดับ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหันกลับมามองไอ้ยูชอนอีกที

 

ไอ้แว่น มึงจะตอบไม่ตอบ ทำไมเล่นตัวจังวะเฮ้ย กูอยากรู้เนี่ย!

 

“ก็...เคยเห็นแต่เพื่อนคนอื่นเล่นกันน่ะ” ยุนโฮตอบพร้อมกับยิ้มเขินๆ มือเรียวยกขึ้นมาลูบท้ายทอยคล้ายจะลดความเขินให้น้อยลง อืม ก็พอจะเดาได้นะว่าต้องรักษาภาพลักษณ์เด็กดีตลอด แต่แหม ทีตอนที่หลอกให้กูตกลงคบ— ช่างแม่งเถอะครับ ถือว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้พูดอะไรละกัน

 

“ชีวิตนายขาดสีสันจริงๆ ว่ะ ยุนโฮ” ผมหัวเราะเบาๆ เป็นการเยาะเย้ย ก็ไม่ได้อยากจะอวดหรอกนะ ถึงผมจะเคยเล่นไอ้เกมป๊อกกี้ปัญญาอ่อนนั่นอยู่ไม่กี่ครั้ง แต่ผมก็ชนะตลอดนะ ไม่อยากจะอวดจริงจริ๊ง!

 

“อื้ม แต่พอฉันเจอแจจุง ชีวิตฉันก็มีสีสันขึ้นเยอะเลยนะ”

 

 

อ้าว พูดงี้ก็เหี้ยแล้วมึง ไอ้แว่น

 

ไอ้ห่า จู่ๆ แม่งก็หลอกเต๊าะกูกลางวงสนทนา ไอ้ยุนโฮ ไอ้สัส มึง มึงนี่มัน!!

 

 

“ฮิ้ววววว คิมแจจุงหนุ่มป็อปปูล่าหน้าแดงใหญ่แล้วโว้ยยยย” เป็นชิมชางมินที่หอนออกมาตัวแรก

 

“ถึงมุกเต๊าะจะเสี่ยวไปหน่อย แต่พี่ปาร์คให้ผ่าน ถือว่าตบมุกได้จังหวะมาก มึงแม่งเฟี้ยวว่ะยุนโฮ!” เสือหนุ่มยูชอนทำทีเป็นวิเคราะห์จริงจัง แต่สุดท้ายก็จัดว่าหอนตามมาเป็นตัวที่สอง

 

“เต๊าะคืออะไรหรอ?” จุนซู มึงไม่เข้าใจก็ดีแล้ว เด็กดีของกูมาก

 

“จีบไง” ยุนโฮตอบพร้อมยิ้มอวดฟันขาว ไอ้แว่น มึง!

 

“ยุนโฮ!” ผมแหวใส่ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงแทรกขึ้นมา

 

“หมั่นไส้ฉิบหาย แต่ว่าก็ว่าเถอะ ยุนโฮ มึงอยากลองเล่นเกมกินป๊อกกี้หน่อยไหมล่ะ?” ชางมินพูดอย่างอารมณ์ดี(โดยที่ไม่สนใจกูเลยสักนิด ไอ้ห่า) แล้วชี้ไปที่กล่องป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีในมือยุนโฮ “ของพร้อมเลยนะมึง ลองสักครั้ง เป็นประสบการณ์ชีวิต สนปะ?”

 

“เอางั้นหรอ?” ยุนโฮถาม เว้นช่วงคิดครู่หนึ่ง “แล้วคนแพ้กับคนชนะจะได้ทำอะไรล่ะ?”

 

“เอาเหมือนที่กูกับจุนซูเล่นกันเลยไหมล่ะ คนแพ้ต้องยอมทำตามที่คนชนะสั่งทุกอย่าง 1 สัปดาห์” ไอ้ยูชอนเสนอ ก่อนจะหันไปคว้าคอจุนซูมาจุ๊บแก้ม

 

โอ๊ย คู่รักเวร กูหมั่นไส้! แล้วแต่ละคนก็ไม่เปิดโอกาสให้กูได้โวยวายเรื่องที่กูไม่ได้เขินไอ้แว่นเลย มึง พวกมึงครับ สนใจกูหน่อยเห๊อะ! (ทำไมรู้สึกเหมือนโดนหัวเราะเยาะใส่ ใคร ใครขำ! เดี๋ยวตีปากแตกเลยนะ!)

 

“อืม...ลองสักครั้งก็ได้นะ” ยุนโฮตอบแล้วก็ยิ้มเขินๆ ไอ้เพื่อนสามตัวที่เหลือวี้ดว้ายกระตู้วู้กันสุดฤทธิ์ ส่วนผมได้แต่นั่งอ้าปากหวอให้กับคำตอบที่ไม่คาดฝันจากปากไอ้แว่น เอาจริงดิมึง?!

 

“เหยดดดด เห็นไหม กูบอกมึงแล้ว ไอ้ยุนโฮเห็นแบบนี้แม่งคนจริงเสมอนะเว้ย” ชางมินตบหลังยูชอนปั่กๆ จนเจ้าของตำแหน่งรองหัวหน้าห้องหน้าเบี้ยวปากเบี้ยวไปหมด อธิบายเท่านี้พอละกัน เห็นแก่ความเลวที่เราทำเคียงคู่กันมาตลอด น่าสงสารฉิบ

 

“ชมขนาดนั้นฉันก็เขินนะ” ยุนโฮทำทีเป็นหัวเราะ โธ่ มึง เบื้องหลังแว่นหนาเตอะนั่นมันอันตรายแค่ไหนกูรู้นะ ไอ้แว่นตอแหล!

 

“มึงอยากลองเล่นกับใครล่ะ” ไอ้ยูชอนถามยุนโฮไปก็ลูบหลังตัวเองไป อยากจะขำใส่นะ แต่อย่างที่บอก ผมเห็นแก่ความเลวที่เราได้ทำร่วมกันมา จะอดทนไม่ขำละกัน

 

 

ยุนโฮกรอกตาไปด้านขวาบนอย่างใช้ความคิด แต่ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงแหบๆ อันเป็นเอกลักษณ์ก็ดังทะลุกลางปล้องขึ้นมาเสียอย่างนั้น

 

 

“ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย ยุนโฮก็ต้องลองเล่นกับแจจุงซี่ อิยะฮะฮ่า!”

 

 

คิมจุนซู ไอ้เด็กเลว

 

เสียงหัวเราะประหลาดดังไปทั่วบริเวณดาดฟ้าตึกอย่างสะใจ ไอ้เพื่อนตัวดีสามตัวหัวเราะแปะมือกันอย่างมีความสุข แถมยังหันไปแปะมือกับไอ้แว่นกันอย่างพร้อมเพรียงอีกต่างหาก

 

อ้าว ไอ้แว่น แล้วมึงจะยิ้มอะไรขนาดนั้นน่ะห๊ะ?!

 

 

“ทำไมกูจะต้องเล่นด้วยล่ะวะ?! กูไม่เอาด้วยหรอกโว้ย!” ผมรีบโวยวาย ลางสังหรณ์บอกเลยว่าชีวิตผมอาจจะฉิบหายได้ถ้าเล่นเกมนี้

 

“อ้าว ทำไมอะแจจุง” จุนซูหันมาถามผมตาแป๋ว อย่า อย่ามาตีหน้าซื่อตาใสใส่ซะให้ยาก เมื่อกี้ก่อคดีอะไรไว้เดี๋ยวจะจับตีก้นให้สาสมเลย!

 

“ไรวะแจจุง ป๊อดหรอมึงอะ” อ้าว มึงหาเรื่องกูแล้วละไอ้เสือหนุ่ม

 

“เล่นตัวจังนะมึง ทำเป็นเหนียมอายไปได้” อ้าว ชางมิน อีกแล้วนะมึงอะ เดี๋ยวมึงโดน!

 

“ไอ้พวก—!”

 

“แจจุงไม่อยากเล่นกับเราหรอ?” ยุนโฮถามเสียงอ่อย หน้าเล็กๆ นั่นดูหงอยเหมือนหมาตัวใหญ่ๆ โดนดุอย่างไงอย่างงั้น

 

 

นี่พวกมึงมาถึงจุดที่ต้องจริงจังกับเรื่องอะไรแบบนี้แล้วหรอวะ ปัญญาอ่อนมากแม่งเอ๊ย

 

อะ เอาให้เต็มที่ ดักทางกูทุกคน ไอ้ห่า แล้วกูควรทำไงต่อครับเพื่อน?

 

 

“สรุปง่ายๆ คือ ถึงกูไม่อยากเล่น กูก็ต้องเล่นใช่ไหม” เลิกทำหน้าหงอยซะทีดิวะไอ้แว่น หงุดหงิด!

 

“ใช่” ทีเวลาแบบนี้ละตอบกันพร้อมเชียวนะ ทั้งสี่ตัวเลย เกลียดแม่ง!

 

“โอเค กูเล่นก็ได้ เพราะกูเป็นเทพบุตรคิมแจจุง คนดีที่หนึ่งของสาวๆ”

 

“หลงตัวเองฉิบหายเถอะครับไอ้สัส แต่ – โอเค ในเมื่อมึงตกลงแล้ว...” ชางมินเอ่ยชมผมในต้นประโยคอย่างจริงใจจนน้ำลายแทบกระเด็นโดนหน้าผม ก่อนมันจะพยักหน้าหงึกหงัก แล้วส่งยิ้มชวนขนลุกมาให้ผม

 

 

เดี๋ยว ชางมิน มึง ทำไมมึงต้องยิ้มแสยะขนาดนั้นวะ พิศวาสกูหรอ อี๋~

 

แต่ผมบ่นกับตัวเองในใจได้เพียงเท่านั้น จู่ๆ ไอ้ชางมินก็ยกมือขึ้นมาดีดนิ้วให้สัญญาณ เป๊าะ แล้วเจ้าคู่รักเวรก็พร้อมใจกันลุกพรวดจนผมสะดุ้ง

 

อะไรของพวกมึงอีกวะ?!

 

ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากด่าหรือถาม ผมก็เห็นจุนซูพุ่งเข้าไปหยิบป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีเสียบไว้ที่ปากยุนโฮ ไอ้แว่นก็คาบป๊อกกี้ไว้ด้วยหน้าเอ๋อๆ ตามสไตล์ ส่วนผมก็ถูกไอ้ยูชอนกระชากแขนให้ลุกขึ้นยืน ผมเซไปนิดหน่อยเพราะไม่ทันตั้งตัว และขอบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่อธิบายมาในย่อหน้านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น

 

 

“ไอ้ยูชอน มึงกระชากกูทำไม?” ผมถาม และได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มกวนตีนของไอ้เพื่อนเวร

 

“คนจริงเขาต้องเป็นคนเริ่มเกมก่อนเสมอใช่ปะ” ยูชอนถาม อะไรของมึงอีก

 

“แหงดิวะ”

 

“จัดเลยเพื่อน!”

 

 

แล้วไอ้ยูชอนก็ถีบตูดผมเต็มเหนี่ยว จนผมล้มมาคุกเข่าอยู่หน้าไอ้แว่นที่ทำหน้าเอ๋อคาบป๊อกกี้อยู่นั่นแหละ

 

ไอ้สัสยูชอน!

 

จากนั้นไอ้เพื่อนเวรก็เริ่มเห่าหอนกันอย่างคึกคัก ดูสนุกสนานจนผมอยากจะลุกขึ้นไล่เตะตูดรายคนให้หายเกลียด แต่ผมเสือกละสายตาจากไอ้หน้าเอ๋อๆ นั่นไม่ได้เนี่ยสิ แถมยังเริ่มรู้สึกหน้าร้อนๆ ขึ้นมาอีกต่างหาก มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ยคิมแจจุง โว๊ะ!

 

 

“แจจุง ฉันเมื่อยปากแล้ว” โอ๊ย นี่ก็เร่งกูจัง ไอ้เหี้ยแว่น!

 

“ทำเป็นบ่น แค่นี้ทนไม่ได้รึไง!”

 

 

ผมแวดใส่คนตรงหน้า พร้อมกับขยับกายเข้าไปใกล้ ผมคุกเข่าอยู่หน้ายุนโฮ สองมือเอื้อมไปจับท้ายทอยของเขาไว้ให้เงยหน้าขึ้น ส่วนสองหูพยายามจะทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเห่าหอนที่ยังดังมาไม่หยุด ไอ้สัส เชียร์แรงยิ่งกว่าเชียร์บอลอีกนะพวกมึง!

 

 

“รุกเลยครับเพื่อน ลูกผู้ชายตัวจริงมันต้องแบบนี้สิเว้ย!” มึงเงียบปากเหอะไอ้ยูชอน กูกราบละ

 

“ฮื่อออ ยูชอน เราเขินจังเลยอะตัวเอง” จุนซูยกมือขึ้นปิดตาแต่ถ่างนิ้วกว้าง โถ ไอ้เด็กเลว

 

“เลิกหอนได้ละพวกมึง ตื่นเต้นเหี้ยไรกันขนาดนั้น!”

 

 

ผมจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกมาจนสุดปอด คงยื้อเวลาไว้ไม่ได้แล้วสินะ ผมสบตากับดวงตาเรียวเล็กตรงหน้า แล้วค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้

 

แต่แวบหนึ่ง ผมมั่นใจว่าผมเห็นแววตาใสซื่อนั่นส่องประกายแปลกๆ

 

ทำไมรู้สึกเหมือนจะเจอเรื่องซวยๆ เลยวะ ขนคองี้ลุกเกรียวเฉย

 

แต่ผมก็ยังทำเป็นไม่สนใจอะไร เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะผมคือคิมแจจุงไงครับ มาดแมนอกสามศอกดั่งชายชาตรีผู้เข้มแข็งขนาดนี้ ไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วอะไรแบบนั้นมันไม่คู่ควรกับการให้ความสนใจหรอก เหอะ!

 

ผมอ้าปากงับปลายป๊อกกี้อีกฝั่ง สายตาผมกับยุนโฮประสานกัน

 

ผมกัดป๊อกกี้คำแรก ผมแทบจะไม่มีสติรับรู้เสียงร้องเฮฮาของไอ้เพื่อนเวรสามตัว เพราะเสียงกัดขนมดัง กรุบ นั่นช่างดังกังวานเหลือเกินในความรู้สึกของผม

 

ฉิบหายละ มือสั่น

 

‘กรุบ’

 

สตรอว์เบอร์รีหวานสัส แม่งเอ๊ย เกลียดดด

 

‘กรุบ’

 

เฮ้ย ไอ้แว่นไม่หลับตาเลยว่ะ

 

‘กรุบ’

 

ควรหลับตาหน่อยไหมล่ะมึง นี่กูรุกมึงนะ เขินกูหน่อยดิ๊

 

‘กรุบ’

 

ไอ้เหี้ย ใจกูสั่นตามมือแล้วเนี่ย กูบอกว่าให้หลับตาไง?!

 

‘กรุบ’

 

จะ...จมูกกูชนจมูกไอ้แว่นแล้วว่ะ

 

ผมหยุดการกระทำทุกอย่างไว้แค่นั้น ความคิดในหัวเริ่มตีกันตุบตับ ผมควรไปต่อหรือหยุดไว้แค่นี้ สถานการณ์กดดันยิ่งกว่าไปสอบคัดเลือกหรือแข่งชิงรางวัลเงินล้านปัญญาอ่อนที่มีเกลื่อนกลาดไปประมาณยี่สิบเท่า ระหว่างนั้นหูสองข้างก็ได้ยินเสียงตะโกนของไอ้ชางมินว่า แดกแม่งให้หมดเลยมึง! แต่ผมไม่สนใจเสียงเห่าบ้าบอนั่นหรอก ไอ้สัส ไอ้ยุนโฮแม่งเล่นผมอีกแล้วแน่ๆ รู้สึกเหมือนโดนคุกคามคล้ายตอนที่ไอ้หมอนี่หลอกให้ตกปากรับคำขอคบเป็นแฟนของมันเลย

 

แต่ถ้าผมชนะ ผมจะได้ไอ้ยุนโฮเป็นเบ๊ตั้ง 1 อาทิตย์เลยนะ จะสั่งให้ไอ้แว่นทำอะไรก็ได้ตามใจอยากเลยนะเว้ย

 

เอาวะ

 

ผมพยายามเม้มปากอย่างสุดความสามารถ เอียงหน้านิดๆ สองมือเลื่อนจากท้ายทอยมาจับสันกรามคมๆ ของคนตรงหน้าแทน แล้วค่อยๆ ยื่นฟันเข้าไปกัดเจ้าป๊อกกี้ที่เหลือความยาวอยู่ไม่กี่เซนติเมตรด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบพัง

 

และไอ้แว่นก็ยังจ้องหน้าผมด้วยสายตาเป็นประกายอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือตอนนี้มันหายใจรดแก้มผม และผมก็ได้กลิ่นกายอ่อนๆ ประจำตัวของมันที่ทำให้ผมเผลอสูดหายใจลึกๆ ด้วย

 

 

‘ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก’

 

 

ไม่ไหวแล้วโว้ยยยยยยย!

 

ผมหลับตาปี๋ ก่อนจะรีบผละตัวเองออกมา พร้อมกับสองมือที่ยันหน้าเล็กๆ เสียเต็มแรงจนยุนโฮหน้าแทบคว่ำ ผมทิ้งตัวลงนั่ง มือซ้ายยกขึ้นทาบอก และรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจากภายใน ใบหน้าผมร้อนฉ่าเหมือนโดนแสงสะท้อนจากหน้าผากไอ้ยูชอนจู่โจมเข้าอย่างจัง

 

เมื่อกี้...เมื่อกี้เหมือนเห็นไอ้ยุนโฮพยายามยื่นปากมาหาด้วย สัส!

 

 

“แจจุงใจร้ายจัง ฉันเจ็บนะ” ยุนโฮทำหน้ามุ่ยพร้อมร้องโอดโอย เขาใช้มือหนึ่งดันแว่นให้เข้าที่ ส่วนอีกมือถือซากป๊อกกี้สั้นๆ ไว้ และไอ้ซากนั่นแหละที่ทำให้หน้าผมร้อนยิ่งกว่าเดิม

 

“เฮ้ยๆๆ แจจุง มึงแม่งเจ๋งว่ะ กูนึกว่ามึงจะจับยุนโฮจูบแล้วนะตะกี้ ฮ่าๆๆ!” ยูชอนถลาเข้ามาหายุนโฮ ก่อนจะหยิบป๊อกกี้สั้นๆ นั่นมาดูแล้วร้องอู้หูอ้าหาไม่ยอมหยุดจนน่าถีบ เรื่องโอเวอร์แอคติ้งขอให้บอกไอ้เวอร์จิเนียบอยเถอะ

 

“เหยดดด ยุนโฮ มึงเขินตายไปยังวะ ถ้าเล่นเองมึงจะไหวใช่มะ” ชางมินพูดเสียงระรื่น ยิ้มจนตาไม่เท่ากัน และผมขอบอกเลยว่าหน้าตาแบบนั้นของมันดูกวนตีนสำหรับผมมากจริงๆ มีความสุขเหลือเกินนะมึง!

 

“เอ่อ ไม่รู้สิ ต้องลองดูก่อน” ยุนโฮยิ้มเขินแล้วตอบอ้อมแอ้ม ผมแทบจะลุกขึ้นไปเขย่าคอคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของตัวเอง แต่ติดอยู่ที่ว่าใจยังสั่นและหน้าแม่งร้อนฉ่าอยู่นี่แหละ ไอ้แว่น ไอ้ตอแหล!

 

“งั้นก็ลองเลยสิยุนโฮ อิยะฮะฮ่า!”

 

 

สิ้นเสียงหัวเราะประหลาด ผมที่กำลังนั่งตั้งสติอยู่ก็โดนไอ้เด็กเลวจุนซูยัดป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีใส่ปาก แถมยังมีน้ำใจจับให้ผมนั่งหลังตรง เงยหน้าขึ้นนิดๆ แล้วหลังจากนั้นยุนโฮก็ถูกชางมินถีบตูดให้มาคุกเข่าอยู่หน้าผมนี่แหละ

 

ไอ้สัส นี่พวกมึงจะไม่ให้กูได้เตรียมใจสักนิดเลยเรอะ?!

 

 

“ยุนโฮ ลุยเล้ยยยย พวกเราจะเป็นกำลังใจให้ อิยะฮะฮ่า!” จุนซู มึงเคยเป็นเด็กดีของกูไม่ใช่รึไง?!

 

“ชายได้ชายคือยอดชายนะมึง ลุยแม่งเลยไอ้ยุนโฮ!” ชางมินเห่า แล้วหันไปหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับยูชอนอย่างมีความสุข

 

ทำไมมีแต่คนพร้อมใจกันช่วยไอ้แว่นวะ ทำไมมมม

 

“จะพยายามให้เต็มที่นะ” โธ่ ตอบดูดีเหลือเกินนะไอ้แว่น เกลียดดดด

 

 

แล้วความคิดของผมก็ต้องหยุดลงเมื่อยุนโฮเลื่อนมือทั้งสองมาจับไหล่ผมไว้ เราสบตากัน ยุนโฮกำลังจะโน้มหน้าลงมากัดป๊อกกี้ แต่จู่ๆ เขาก็ชะงักไป และตอนนั้นเองที่ผมเห็นแววตาคมส่องประกายระยับกว่าครั้งไหน แต่กลับดูไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่น้อย

 

ยุนโฮถอดแว่นออก เก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วยิ้ม

 

 

“ถอดแว่นดีกว่าเนอะ จะได้ไม่เกะกะ”

 

 

เกะกะ? เกะกะอะไรของมึงห๊ะ ไอ้แว่น!

 

รอยยิ้มกว้างๆ ของคนตรงหน้าทำให้ผมเสียวสันหลังวาบ เหงื่อไหล่พลั่กๆ ไอ้พวกเพื่อนเวรอีกสามตัวที่เห็นยุนโฮถอดแว่นก็ยิ่งส่งเสียงเห่าหอนดังกว่าเดิม ผมอยากจะยื่นมือไปยันหน้าเปลือยๆ ของไอ้แว่นแล้วตะโกนใส่ว่า กูไม่เล่นแล้วโว้ย! แต่ก็ได้แค่คิดในใจครับ ถ้าทำแบบนั้นจริงเดี๋ยวผมจะถูกหาว่าป๊อด เสียชื่อคิมแจจุงคนแมนแสนดีขยี้ใจสาวไปอีก ไม่ดีครับไม่ดี

 

สุดท้ายผมก็ได้แต่นั่งทำหน้านิ่ง ประหนึ่งว่าพร้อมออกรบด้วยจิตใจที่มั่นคงเต็มเปี่ยม ไหล่ทั้งสองของผมถูกยุนโฮจับไว้อีกครั้ง และผมก็ได้รู้ว่าจิตใจผมไม่ได้มั่นคงอย่างที่มโนเข้าข้างตัวเองเลยสักนิด ไอ้สัส หัวใจจะเต้นแรงอะไรขนาดนั้น คิมแจจุง มึงต้องตั้งสติ

 

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งสติดี ปลายป๊อกกี้อีกด้านก็ถูกยุนโฮกัดไปคำหนึ่งแล้ว ชิทททท!

 

ผมนั่งตัวเกร็งมากที่สุดในชีวิตก็ครั้งนี้ ใบหน้าเรียวเล็กที่ไม่มีแว่นสายตามาบดบังแววตาคมๆ กับรอยแผลเป็นเท่ๆ นั้นมันดูมีเสน่ห์จนหน้าผมร้อนไปหมด และระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราที่มันใกล้เกินกว่าปกติก็ทำให้ผมสับสนไปหมด ผมอยากจะหลับตา รู้สึกไม่กล้ามองหน้ายุนโฮในเวลานี้ขึ้นมาเสียเฉยๆ แต่เดี๋ยวก่อน ท่าทางแบบนั้นมันดูเหมือนสาวน้อยใสซื่อที่เพิ่งรู้จักกับรักครั้งแรกมากไปไหมล่ะ

 

ไม่ ไม่ ไม่มีทาง ผมไม่มีทางยอมทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ

 

ผมตัดสินใจกับตัวเองได้ภายในช่วงเวลาไม่กี่วินาที พร้อมกับพบว่ายุนโฮกำลังกัดป๊อกกี้คำที่สอง – และมันกัดล่อมาซะครึ่งแท่งจากที่เหลืออยู่นั่นแหละ

 

ปลาย – จมูก – เรา – ชน – กัน

 

ไอ้แว่น!! มึงงงง!!!!!!!

 

ผมหลับตาปี๋ แต่ในหัวกลับมีภาพใบหน้ายุนโฮในระยะประชิดเด่นชัดในหัวสมอง แววตาคมนั่นส่องประกายวิบวับในแบบที่มันชอบทำเวลาหยอกผม ผมกลั้นหายใจสุดตัวเมื่อผิวแก้มถูกลมหายใจร้อนๆ รินรดใส่ เสียงกัดป๊อกกี้เบาๆ กลับดังมากเสียจนทำให้ใจผมส่งเสียงดังแข่งตามไปด้วย สองมือผมกำแน่น และพยายามบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวก็จบแล้ว เดี๋ยวก็จบแล้วเว้ย!

 

‘กรุบ’

 

เสียงกัดป๊อกกี้คำสุดท้ายดังแผ่วเบา ยุนโฮเลื่อนมือมาจับท้ายทอยผม และในตอนนั้นเองที่เสียงโหวกเหวกของไอ้เพื่อนเวรอีกสามตัวเงียบไป

 

ผมลืมตาโพล่ง ภาพตรงหน้าทำให้สติที่แทบจะไม่มีเหลือของผมหายไปโดยสมบูรณ์ และพูดอะไรไม่ออก

 

ไม่สิ ไม่ใช่พูดอะไรไม่ออก แต่ต้องบอกว่าผมพูดไม่ได้ต่างหาก

 

 

ไอ้แว่นแดกปากผมพร้อมกับป๊อกกี้ไปแล้วครับ

 

 

แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้ยินแต่เสียงจ๊วบจ๊าบดังก้องอยู่ในหัว

 

ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ราวกับผมสูญเสียความทรงจำไปช่วงขณะหนึ่ง มาเริ่มตั้งสติได้อีกทีก็ตอนที่ผมนั่งกำอกเสื้อไอ้แว่นไว้แน่นพร้อมกับหอบหายใจอย่างอ่อนแรงจนน่าขำ ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ชางมิน จุนซู และยูชอนอ้าปากหวอมองมาทางผมด้วยสีหน้าอึ้งกิมกี่ ผมก็อยากจะหัวเราะเยาะใส่นะ แต่สิ่งที่ผมตัดสินใจทำต่อคือค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าคนที่กำลังกอดผมไว้ และก็ได้เห็นใบหน้ายิ้มร่าของยุนโฮที่ดูมีความสุขมากซะจนอยากจะตั๊นหน้าให้มีรอยแผลเป็นเพิ่มอีกสักรอยสองรอย

 

 

“อา แย่จัง เกมนี้ฉันแพ้แจจุงซะแล้วสิ

 

 

ไอ้แว่นชองยุนโฮ ไอ้เหี้ยยยยยย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

. จบเหอะ .

 

 

 

แถมอีกหน่อย

 

 

“ชองยุนโฮ ปล่อย”

 

“แจจุงอ่า อย่าใจร้ายกับฉันเลยนะ”

 

“เดินไปห้องเรียนเองไม่เป็นรึไง เลิกควงแขนฉันได้แล้ว!”

 

“ก็นายห้ามฉันใส่แว่นหนึ่งสัปดาห์ ฉันมองไม่เห็นนี่นา ก็เลยต้องควงแขนแจจุงไว้แบบนี้ไง”

 

“ผัวมึงนี่ร้ายใช่เล่นนะแจจุง”

 

“ไอ้ยูชอน ไอ้สัส! ผัวอะไร กูให้สิทธิมึงพูดใหม่”

 

“ไม่ใช่แค่ผัวที่ร้ายหรอกมึง นอกจากผัวที่ทำเป็นตีหน้าซื่อแต่ขี้เต๊าะแล้ว เมียมันก็ชอบอวดผัวแต่ทำเป็นปากแข็งไปงั้นด้วย”

 

“ไอ้ชางมิน! มึงอย่าอยู่เลย!!!!!”

 

“ยูช๊อนนน ตัวเองไปช่วยชางมินเร็ว แจจุงจะฆ่าชางมินจริงๆ แล้วอะ!!”

 

“แจจุงอยากอวดว่าเป็นแฟนกับฉันหรอ ดีใจจนเหมือนหัวใจจะระเบิดเลย ♥”

 

 

กูควรจะด่าใครก่อนดี เหี้ยกับกูกันทั้งกลุ่ม ไอ้พวกเหี้ยยยยย!

 

 

 

 

 

. จบจริงๆ เถอะนะ .

 

 

 

-----------------------------------------

 

 

 

เป็นฟิคสั้นที่ยาวเป็นอันดับต้นๆ จากที่เคยแต่งมาทั้งหมด

แต่ไม่มีแก่นสารอะไรเลยจริงๆ เรื่องนี้ 55555

 

ก่อนอื่น ขอขอบคุณย้อนหลังทุกคนที่โหวต #TVXQFICHOMEAward2015 ให้เรานะคะ

หรือถ้าใครไม่ได้โหวต แต่ก็ยังแอบติดตามผลงานเรา เราก็ขอบคุณเหมือนกันนะคะ <3

แล้วก็ขอบคุณที่คอยมาเข้าบล็อกเรากันจนยอดวิวถึงสองล้านด้วย ซึ้งใจ~

 

ฟิคเรื่องนี้ จริงๆ เราเริ่มแต่งไว้ตั้งแต่ตอนมีโมเมนต์ยูซูแล้วค่ะ (นานแค่ไหนถามใจดู)

แต่ก็เพิ่งมาแต่งเสร็จเอาป่านนี้ 55555 ก็ขออัปฟิคเรื่องนี้แทนคำขอบคุณทุกอย่างเนอะ

ส่วนฟิคเรื่องอื่นจะพยายามรีบปั่นมาให้ได้อ่านกันนะคะ ; v ;

 

รักคนอ่านทุกคนเลย จุ๊บบบ

 

 

 

  

Comment

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ