Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

เซียวเอี๋ยนบินกลับลงไปจากยอดโดมเขาและพบว่าตนเองกลับลงมาอยู่ข้างหินสีเขียวก้อนนั้นอีกคราหนึ่งแล้ว  สายตาจ้องมองของเหลวสีน้ำนมบนรอยบาก  แม้ของสิ่งนี้จะเจือจางไปแล้วก็ตาม  ประสิทธิภาพของมันก็ยังดีใช้ได้ทีเดียว  หากแม้นไม่มีฤทธิ์ชำระและกลั่นกระดูก  มันก็ยังมีฤทธิ์ต่อการชำระร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

“เจ้าจะเก็บมันไปก็ย่อมได้  บางที  เจ้าอาจจะได้ใช้มันเมื่อยามกลั่นยาในอนาคตข้างหน้า”  เสียงเหยาเหลาดังขึ้นเหนือศีรษะของเซียวเอี๋ยน

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาล้วงขวดหยกออกมาจากแหวนเก็บของสองใบและถ่ายเทแก่นน้ำนมชุบร่างสีขาวนี้เข้าไปจนเต็ม  เมื่อขวดหยกทั้งสองใบเต็มแล้ว  ยังมีของเหลวสีน้ำนมไม่ถึงครึ่งเหลืออยู่ในรอยบากนั้น

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองของเหลวที่เหลืออยู่  เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่นำมันกลับไปทั้งหมด  หลินซิวหยาและพวกอาจจะเข้ามาเอาเจ้าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้ไปในอนาคตข้างหน้า  หากพวกเขาต้องกลับไปมือเปล่าหลังจากที่ลงแรงอย่างหนักไปร่วมครึ่งวัน  พวกเขาคงจะต้องบังเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าอาจจะมีใครมาเอาของสิ่งนี้ไปแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  มีเพียงพวกเขาไม่กี่คนและรวมถึงตัวเขาเองที่ล่วงรู้เกี่ยวกับสมบัติวิเศษในสถานที่แห่งนี้  แม้เซียวเอี๋ยนไม่กลัวกับความสงสัยของพวกเขา  แต่ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว,  แก่นน้ำนมชุบร่างนี้ก็เป็นสิ่งที่หานเยวี่ยค้นพบ  เซียวเอี๋ยนได้รับของที่สำคัญอย่างไม่มีเหตุผล  หากละโมบนำทุกสิ่งกลับไปหมด  ก็คงจะเกินไปจริงๆ

 

เซียวเอี๋ยนเก็บขวดแก่นน้ำนมชุบร่างเจือจางทั้งสองใบเข้าไว้ในแหวนเก็บของขณะที่ความคิดเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวใจของเขา  ครั้นแล้ว  เขาไม่รั้งรออีกต่อไป  เขาหมุนร่างและบินออกไปตามเส้นทางที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว  ในเมื่อเขาคุ้นเคยกับเส้นทางเมื่อครู่แล้ว  ย่อมใช้เวลากลับออกไปสั้นลงเป็นอันมากในครั้งนี้  เพียงไม่ถึงยี่สิบนาที  เขาก็ออกไปถึงปากถ้ำแล้ว

 

ปีกคู่บนแผ่นหลังขยับ  เซียวเอี๋ยนบินตรงไปยังทางออกหุบเขา  สายตาจ้องมองบริเวณที่ห่างออกไประยะหนึ่ง  เขายังมองเห็นแสงสีรุ้งบางเบาและพลังระเบิดราวสายฟ้าภายในราตรีอันมืดมิดนั้น

 

เซียวเอี๋ยนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อมองเห็นแสงสีรุ้งที่ยังคงเจิดจ้าอยู่  เขากระพือปีกอย่างรวดเร็วและร่างกายก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาดำสายหนึ่งซึ่งทะลวงฝ่าความมืดมิดออกไปอย่างไร้ซุ่มเสียง  ครู่ต่อมา  ร่างของเขาหยุดลงขณะปรากฏตัวอยู่กลางอากาศเหนือหุบเขา  สายตาชำเลืองมองพื้นที่ต่อสู้ด้านนอก  และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นใบ้ขึ้นมาแล้ว

 

ในขณะนี้  สภาพทางเข้าหุบเขาถูกทำลายจนต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง  พื้นที่ที่เคยราบเรียบกลับเต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่มากมายในขณะที่หินก้อนมหึมาทลายลงมาจากผนังเขาและกระจายไปทั่วทุกแห่ง  ป่าทั้งสองด้านก็เสียหายยับเยิน  ต้นไม้ล้มระเนระนาดและกองอยู่สักครึ่งทางเข้าสู่หุบเขา

 

พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งยังคงม้วนตัวลอยอยู่กลางอากาศภายในพื้นที่ต่อสู้  แสงสีรุ้งกระจายออกมาจากร่างของมันไม่หยุดหย่อน  พลังกดข่มแข็งแกร่งเป็นเหตุให้สัตว์เทพทุกตัวที่ซ่อนอยู่ในรัศมีราวห้ากิโลเมตรต้องตัวสั่นเทา  แม้ชี่ของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งยังคงแข็งแกร่ง  หากสังเกตุโดยละเอียดแล้ว  ยังมองเห็นรอยกรงเล็บบาดลึกลงบนเกล็ดงูสีรุ้งได้  อย่างเด่นชัด  เจ้าตัวน้อยไม่อยู่ในฐานะที่ไม่อาจถูกโค่นล้มได้โดยสิ้นเชิงเมื่อยามต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้น

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดต่ำลงไป  เมื่อมองเห็นวานรฟ้าปีศาจหิมะบนพื้น  ความตกตะลึงก็พลั้งเผลอฉายวูบขึ้นมาบนใบหน้าของเซียวเอี๋ยนแล้ว  ในขณะนี้  ขนสีขาวกว่าครึ่งบนร่างกายของเจ้าสัตว์ป่าเถื่อนดุร้ายตัวนี้ถูกกัดกร่อนด้วยน้ำลายอสรพิษที่มีคุณสมบัติเป็นกรดเข้มข้น  เลือดสดๆ ไหลรินอยู่บนศีรษะใหญ่โตของมัน  เป็นเหตุให้ศีรษะที่เคยดูน่าสยองกลับยิ่งดุร้ายกว่าเดิม  แผลที่ถูกพลังงานมหาศาลกระแทกใส่มองเห็นได้ทั่วร่าง  ความหวาดกลัวและความอ่อนล้าบางส่วนปรากฏอยู่ในดวงตาสีแดงฉานราวแสงไฟคู่ใหญ่นั้น  เห็นได้ชัด  วานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ในสภาพอ่อนล้าแล้วนี้เป็นฝ่ายตกอยู่ในสภาพหมดใจสู้เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง

 

เทียบกับสภาพที่ย่ำแย่ของวานรฟ้าปีศาจหิมะแล้ว  อาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ บนร่างของฺพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งดูหมดความหมายไปเลยทีเดียว

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าตัวเล็กนี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้  มันช่างสมกับเป็นสัตว์วิเศษจากบรรพกาล”  เซียวเอี๋ยนจ้องมองอาการบาดเจ็บที่ต่างกันของทั้งสองฝ่ายและเผลอพึมพำออกมาอย่างแปลกใจในหัวอก

 

การปรากฏตัวของเซียวเอี๋ยนดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของทั้งพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งและวานรฟ้าปีศาจหิมะ  อีกฝ่ายแลบลิ้นงูออกมาอย่างตื่นเต้นให้แก่เซียวเอี๋ยน  อีกด้านหนึ่ง  วานรฟ้าปีศาจหิมะส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างกระสับกระส่าย

 

“เจ้าตัวเล็ก  ไป!”  เซียวเอี๋ยนไม่สนใจวานรฟ้าปีศาจหิมะที่กำลังคำรามลั่นขึ้นฟ้า  เขาร้องเรียกพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก่อนที่จะพลันขยับปีก  ร่างกายพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วตรงเข้าไปในป่าลึก

 

พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะเหวี่ยงหางมหึมาของมัน  แสงสว่างสีรุ้งที่รุนแรงรอบกายของมันหดตัวลงอย่างรวดเร็ว  ครั้นแล้ว  มันกลายร่างเป็นเงาแสงเส้นบางสายหนึ่งซึ่งพุ่งตัวเข้าไปหาเซียวเอี๋ยน  ในที่สุด  เงาร่างทั้งสองก็ค่อยๆ หายลับไปในความมืดมิดยามราตรี  ทิ้งวานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ในสภาพโมโหบ้าคลั่งทว่าอับจนหนทางเอาไว้เบื้องหลัง

 

เงาร่างใหญ่และเล็กพลันลดต่ำลงจากฟากฟ้าท่ามกลางความมืดแห่งรัตติกาล  ในที่สุดพวกเขาหยุดลงบนยอดเขาแห่งหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองหุบเขาที่หายลับไปจากสายตาของตนแล้ว  ถึงตอนนี้จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

เซียวเอี๋ยนหันกลับไปจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่ลอยอยู่ตรงหน้า  ในขณะนี้  แสงบนเกล็ดสีรุ้งดูซีดลง  ดูจากสิ่งนี้  มันคงสูญเสียพลังไปเพราะการต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะเมื่อครู่เป็นอันมาก  เซียเวอี๋ยนลูบไล้ศีรษะเล็กๆ ของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งอย่างอ่อนโยน  เขาล้วงเอาสารสกัดเข้มข้นแรกกำเนิดของสิงห์บินสีอาเมทิสต์ออกมาจากแหวนเก็บของขวดหนึ่งและยิ้มแย้มกล่าว  “มา  เจ้าตัวเล็ก  คืนนี้เจ้าทำได้ดีมาก  ครั้งนี้  ข้าจะให้เจ้าได้กินจนพอใจเลยทีเดียว”

 

หากเป็นดังที่ผ่านมา  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งคงรีบกระโจนเข้าใส่ในทันทีเมื่อมันเห็นเซียวเอี๋ยนล้วงเอาสารสกัดสีอาเมทิสต์นี้ออกมา  อย่างไรก็ตาม  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งในเวลานี้กลับลอยตัวไม่ขยับเขยื้อนอยู่กลางอากาศอย่างประหลาด  นัยน์ตางูชวนหลงใหลคู่นั้นชำเลืองมองเซียวเอี๋ยน  ชั่วขณะที่บังเกิดความรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องปรากฏขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยนนั่นเอง  เสียงเย็นชาสายหนึ่งพลันดังออกมาจากปากของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้ง  “เจ้ากล้าปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นสัตว์เลี้ยง?”  น้ำเสียงนั้นอาจฟังดูเย็นยะเยือกยิ่ง  ทว่ามันยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกชวนงงงวยจนเป็นเหตุให้เปลวไฟแห่งความชั่วร้ายคุกรุ่นขึ้นในหัวใจของเซียวเอี๋ยน

 

ชั่วขณะที่ไฟราคะคุกรุ่นขึ้นมาในบริเวณท้องน้อยของเซียวเอี๋ยนนั้นเอง  เขาพลันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่หลั่งไหลออกมาจากหัวใจของตน  ดวงตาพลันจ้องมองพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งตรงหน้า  และเขาต้องสะดุ้งในพริบตานั้น  ร่างกายรีบล่าถอยไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดขณะพึมพำออกมาด้วยความตกใจ  “ราชินีอสรพิษ?”

 

ระหว่างที่เซียวเอี๋ยนรีบรุดถอยหนี  พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก็พลันกระจายแสงสีรุ้งสว่างวาบออกมาอีกคราหนึ่ง  ร่างของมันค่อยๆ เคลื่อน  พริบตาต่อมา  มันกลายสภาพเป็นสัตว์สาวยั่วยวนใจและเปี่ยมด้วยเสน่ห์จนสามารถทำให้บุรุษสักคนหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ป่าได้ในพริบตา

 

แม้เซียวเอี๋ยนจะรู้ดีในหัวใจว่านี่เป็นมนุษย์งูผู้งดงามยิ่งที่สามารถกลืนกินผู้คนได้ต่อหน้าต่อตา  เขาก็ยังคงรู้สึกสับสนใจอยู่เล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ความสับสนใจนี้พลันหายลับไปเมื่อนัยน์ตาเย็นชาราวน้ำแข็งคู่นั้นชำเลืองมองมา  เหลือไว้แต่ความระแวดระวังภัย

 

สายตาของเซียวเอี๋ยนหยุดลงบนใบหน้าชวนหลงใหลเย็นชาไร้ที่ตินั้น  เขาหัวเราะแห้งๆ  เพียงเพื่อจะพบว่าเสียงของเขากลายเป็นแหบพร่าไปแล้ว

 

“ราชินี  ช่างบังเอิญนัก  พวกเราได้พบกันอีกแล้ว”  คำทักทายที่โง่เง่าที่สุดก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวายที่เซียวเอี๋ยนรู้สึกอยู่ในหัวใจแล้ว  ความหวาดกลัวที่เขามีต่อสตรีตรงหน้าผู้นี้ยังมากมายกว่าที่เขารู้สึกต่ออวิ๋นซันจากพรรคเมฆครามเสียอีก

 

“ช่างบังเอิญนัก  อย่างไรก็ตาม  ข้าต้องขอบคุณเจ้า  หากเจ้าไม่ปล่อยให้พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งต่อสู้กับวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนั้นและสูญเสียพลังไปมากมาย  ข้าก็จะยังถูกมันกดข่มอยู่นั่นเอง”  ราชินีอสรพิษชำเลืองมองเซียวเอี๋ยน  มุมปากอันแดงเรื่อนุ่มนวลนั้นยกขึ้นด้วยท่าทางเยาะหยัน

 

เซียวเอี๋ยนอ้าปากและอดไม่ได้ที่จะคิดตบหน้าของตนสักฉาด  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในท้ายที่สุดแล้ว  จำเลยต้นเรื่องนั้นก็คือตัวเขานั่นเอง...

 

“เจ้ารวบรวมสมุนไพรวัตถุดิบสำหรับกลั่น “ยาหลอมรวมจิตวิญญาณ” ครบแล้วหรือไม่?”  ราชินีอสรพิษเพิกเฉยต่อสีหน้าน่าเกลียดของเซียวเอี๋ยนขณะเอ่ยถามเสียงเรียบออกมา

 

หางตาของเซียวเอี๋ยนกระตุบวูบขณะหัวเราะขื่นในหัวใจ  รวบรวมพวกมันอะไรกัน?  เขาไม่เคยนำเรื่องนี้มาใส่ใจเลยด้วยซ้ำไป  แค่จัดการเรื่องของตนก็ทำให้เขายุ่งวุ่นวายจะแย่แล้ว  จะหาเวลาไปช่วยนางเสาะหาสมุนไพรสำหรับกลั่นยาหลอมรวมจิตวิญญาณได้อย่างไร?  ยิ่งไปกว่านั้น  ต่อให้มีเวลา  เขาก็คงจะถ่วงเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้  ไม่เช่นนั้น  หากสตรีผู้นี้ได้ยาหลอมรวมจิตวิญญาณและหลอมรวมจิตวิญญาณของนางเข้ากับพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งสำเร็จเมื่อใด  บุคคลแรกที่จะต้องโชคร้ายก็คงเป็นตัวเขาเอง  สตรีชั่วร้ายนางนี้ไม่เคยปิดบังเจตนาสังหารที่มีต่อเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม  เมื่อครุ่นคิดเล็กน้อยแล้ว  เขาก็เริ่มเข้าใจนาง  ด้วยฐานะอันสูงส่งของราชินีอสรพิษและนิสัยที่ทะนงตนของนาง  นางจะสามารถอดกลั้นต่อการถูกปฏิบัติเฉกเช่นสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งและเป็นนักสู้ให้ดังที่เซียวเอี๋ยนทำอยู่ในขณะนี้ได้อย่างไร?  หากมิใช่เพราะยาหลอมรวมจิตวิญญาณและจิตที่ย้อนกลับมาของพญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วล่ะก็  นางก็คงใช้ฝ่ามือสักสอง-สามฉาดฉีกทึ้งเซียวเอี๋ยนจนเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้ว

 

รอยยิ้มเย็นและรังสีสังหารค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าของราชินีอสรพิษเมื่อนางเห็นท่าทางไร้คำพูดและความนิ่งเงียบของเซียวเอี๋ยน  “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลยสินะ  ในเมื่อเป็นเช่นนี้  จะมีประโยชน์อันใดที่จะไว้ชีวิตเจ้าเอาไว้?”

 

ราชินีอสรพิษพลันสะบัดมืองดงามของนางเมื่อกล่าวเช่นนี้  ติดตามด้วยฝ่ามือที่สะบัดออกมา  เซียวเอี๋ยนต้องตกใจที่พบว่าอากาศโดยรอบพลันแข็งทื่อขึ้นมา  ร่างกายของเขาถูกล๊อกเอาไว้ภายในนั้น  และเขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย

 

“นี่คือพลังที่แท้จริงของเต๋าจงผู้หนึ่งหรือ?  พวกเขาสามารถสะกดอากาศให้ค้างแข็งได้ด้วยเพียงแค่การยกมือขึ้นมาหรือ?”  ความตกตะลึงแล่นวูบขึ้นมาในหัวใจของเซียวเอี๋ยน  ความรู้เกี่ยวแก่พละกำลังของเต๋าจงผู้หนึ่งก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ราชินีอสรพิษจ้องมองเซียวเอี๋ยนอย่างเย็นชาในขณะที่เขาพยายามดิ้นขัดขืนเต็มกำลัง  นางขยับฝีเท้าทีละก้าวๆ  ค่อยๆ เดินเข้ามาตรงหน้าของเซียวเอี๋ยน  นางยกมือตั้งขึ้นและแสงสว่างสีรุ้งบางเบาสายหนึ่งรวมตัวกันขึ้นบนมือของนาง  ในที่สุด  มันกลายเป็นกระบี่ยาวสีรุ้งแหลมคมเล่มหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนใช้กำลังทั้งหมดดิ้นรน  ทว่าอากาศรอบด้านไม่ขยับแม้เพียงน้อย  ชั่วขณะที่เขากำลังจะยอมแพ้อย่างหมดหนทางนั้นเอง,  จิตวิญญาณแข็งแกร่งคุ้นเคยร่างหนึ่งจึงลอยออกมาจากแหวนสีดำในมือ  ภายใต้คลื่นพลังจากจิตวิญญาณนี้  อากาศแข็งราวกรงเหล็กรอบด้านก็พลันแตกตัวออกไป  ร่างของเซียวเอี๋ยนจึงได้รับอิสระในที่สุด

 

“เคอะๆ  สามารถสะกดอากาศจนแข็งตัวได้หลังจากวิวัฒน์เข้าสู่ระดับเต๋าจงแล้ว  เจ้าช่างสมกับเป็นราชินีอสรพิษโดยแท้  อย่างไรก็ตาม  เจ้าเป็นใครจึงจะสามารถฆ่าศิษย์ของเหยาเฉินได้เพียงเพราะเจ้าต้องการ?”  เสียงหัวเราะสูงวัยค่อยๆ ดังออกมา  ร่างพร่าเลือนของเหยาเหลาลอยออกมาจากแหวนเก็บของ  ในที่สุด  เขาลอยอยู่ข้างกายเซียวเอี๋ยนขณะจ้องมองราชินีอสรพิษที่อยู่ตรงข้ามด้วยใบหน้าเรียบเฉย

Comment

  • #2 ตี๋

    2017-09-12 15:12

    ขอบคุณครับ

    ทุกทีลื่นอย่างกับปลาไหน ไหงคราวนี้ไปไม่เป็น พูดไม่ออกซะละ

  • #1 NoFearMia

    2017-09-12 04:42

    เอาล่ะเว๊ย!! นี่มันศึกช้างชนช้างชัดๆ ป๋าเหยาจัดการมันเลย ไฝว้หนักๆ

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ