Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

ระหว่างที่เซียวเอี๋ยนกำลังใจลอย  หมอกขาวบางๆ สายหนึ่งพลันกระจายออกมาจากปลายหินย้อยมหึมาก้อนนั้น  แสงสว่างที่ปลายหินย้อยก็ค่อยๆ เข้มขึ้น  ขณะที่แสงสว่างกระจายตัวออกมา  ของเหลวข้นหยดหนึ่งซึ่งดูราวกับแสงจุดหนึ่งก็พลันรวมตัวและก่อรูปขึ้น  ของเหลวหยดนี้แกว่งไกวอยู่ตรงปลายหินย้อยนั้น  ในที่สุดจึงหลุดออกมาจากหินย้อยและร่วงลงมาตามอากาศก่อนที่จะกระแทกลงไปในรอยบากเหนือหินใหญ่สีเขียวก้อนนั้นเบาๆ 

 

ของเหลวจากหินย้อยกระแทกลงมา  เป็นเหตุให้ผิวของเหลวสีขาวข้นที่ลึกเพียงสองนิ้วบังเกิดระลอกริ้วหนึ่งกระเพื่อมไหว  อย่างไรก็ตาม  ไม่มีของเหลวแม้เพียงหยดเดียวกระฉอกขึ้นมา...

 

เซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวสีน้ำนมที่กำลังกระเพื่อมอยู่ในรอยบากสีเขียวเข้มราวชามเล็กๆ ใบหนึ่งนั้น  เขาพลันบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง  รอยบากบนหินสีเขียวก้อนนี้คงเกิดจากการกัดกร่อนของของเหลวที่หยดลงมาจากหินย้อย  มือของเซียวเอี๋ยนลูบไล้หินสีเขียวและรู้สึกถึงความแน่นหนาของมันก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอีกคราหนึ่ง  เพื่อที่จะกัดกร่อนจนเกิดรอยบากเข้าไปในเนื้อหินสีเขียวก้อนนี้ได้ด้วยเพียงอาศัยกำลังจากน้ำที่หยดลงมา  ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กันหนอ?  นี่ช่างสมดังคำที่ว่าน้ำเซาะหิน

 

“หากข้าจำไม่ผิด  ของเหลวนี้ดูเหมือนจะต้องใช้เวลาราวหนึ่งปีเพื่อที่จะสร้างน้ำหยดหนึ่งขึ้นมาได้  ข้าสงสัยเสียจริงว่ามันต้องใช้เวลากี่ปีกัน  ก่อนที่หลุมเล็กๆ นี้จะเต็มขึ้นมา”  เหยาเหลาทอดถอนใจเบาๆ อยู่ด้านข้างขณะเอ่ย  ด้วยประสบการณ์ของเขา,  เขายังอดไม่ได้ที่จะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในขณะนี้

 

เซียวเอี๋ยนพลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้  หนึ่งปีหนึ่งหยด  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าของเหลวที่แสนเรียบง่ายหยดเมื่อครู่ กลับต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเพื่อก่อตัวขึ้นมาเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์  ธรรมชาติช่างลึกลับจนไม่อาจจะเทียบเทียมได้โดยแท้

 

“อาจารย์  นี่คงจะเป็นแก่นน้ำนมชุบร่างที่ว่าใช่หรือไม่?”  ดวงตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวในรอยบากตรงๆ ขณะหัวเราะและเอ่ยถามออกมา

 

“ใช่แล้ว”  เหยาเหลาเพียงชำเลืองมองของเหลวที่กำลังกระจายหมอกสีขาวประหลาดออกมาลวกๆ และพยักหน้า

 

เซียวเอี๋ยนไม่ลังเลอีกต่อไปเมื่อเห็นว่าแม้แต่เหยาเหลาก็ยังพยักหน้า  เขารีบล้วงขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของและถ่ายเทแก่นน้ำนมชุบร่างเข้าไปในนั้นอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม  เสียงเหยาเหลาพลันดังขึ้นที่ด้านข้าง  มันเป็นเหตุให้เขาต้องตกตะลึงหยุดการกระทำในมือ

 

“ของสิ่งนี้ก็อาจจะนับว่าล้ำค่า  ทว่ามันมิใช่ตัวหลัก  ยังมีสมบัติวิเศษอย่างหนึ่งซึ่งล้ำค่าและหายากยิ่งกว่าอยู่ในสถานที่แห่งนี้”  เหยาเหลาไพล่สองมือไว้ข้างหลังขณะกล่าวพร้อมอมยิ้ม

 

“ยังมีบางสิ่งที่หายากยิ่งกว่านี้อีกหรือ?”  เซียวเอี๋ยนตกใจ  ใบหน้าเซ่อซ่าเต็มที่

 

“หากเป็นคนทั่วไปเมื่อได้มาพบแก่นน้ำนมชุบร่างนี้  พวกเขาก็คงจะเหมือนเจ้า  คิดว่าของเหลวที่หยดลงมานี้ก็คือแกนสารสำคัญนั้น  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่รู้ว่าตนได้ละทิ้งสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดไปแล้ว”  เหยาเหลาเอ่ยด้วยท่าทางหยอกล้อ

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มเขินอายอย่างไม่อาจจะปฏิเสธคำเอ่ยอ้างของเขาได้  เขาคิดจริงๆ ว่าของเหลวสีขาวน้ำนมในรอยบากนั้นก็คือของที่หายากที่สุดนั้นแล้ว  ไม่คิดว่ายังมีสิ่งอื่นที่ล้ำค่ายิ่งกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้อีก

 

“ตามข้ามา”  เหลาเหลาเงยหน้าขึ้นจ้องมองหินย้อยมหึมาที่เกาะอยู่บนโดมเขา  ทันใดนั้น  เขาโบกมือให้แก่เซียวเอี๋ยนก่อนที่ร่างกายจะพลันเลื่อนขึ้นไปบนหินย้อยนั้นช้าๆ

 

เซียวเอี๋ยนตกใจเมื่อได้เห็นการกระทำของเหยาเหลา  เขารีบคลี่ปีกหมอกม่วงออกมาอีกคราหนึ่งและติดตามไปอย่างระวังระไว

 

คนทั้งสองเคลื่อนตัวตามแนวดิ่งของหินย้อยนั้นขึ้นไปราวสอง-สามร้อยเมตร  หลายนาทีต่อมา  พวกเขาบินขึ้นไปถึงส่วนยอดของโดมเขาแล้ว  มองลงไปจากจุดนี้,  หินย้อยเบื้องล่างที่แลดูใหญ่โตเมื่อครู่  กลับดูมีขนาดเหลือเพียงเท่ามดไม่กี่ตัวแล้วในขณะนี้  สายตาของพวกเขากวาดมองไปทุกทิศทาง  พวกเขามองเห็นหินย้อยบางส่วนที่งอกอยู่บนโดมเขาทุกทิศทาง  แสงเรืองอ่อนนำความสว่างให้แก่โลกทั้งใบ

 

เหยาเหลาไม่สนใจหินย้อยรอบด้าน  ตรงกันข้าม  ร่างที่กำลังบินอยู่ของเขาหยุดลงตรงส่วนปลายของหินย้อยที่ใหญ่ที่สุดก้อนนี้  ตรงจุดนั้น  มีแสงสว่างเรืองรองบางๆ กำลังทะลุออกมาจากหินย้อย  สาดส่องอยู่บนหินย้อยนั้นจนมันดูราวกับผลึกโปร่งแสงต้นหนึ่ง  ส่งผลให้มันแลดูงดงามเป็นที่สุด

 

เซียวเอี๋ยนเองก็ขยับปีกเข้ามาที่บริเวณนี้  เขาเห็นสายตาของเหยาเหลาและมองตามไป  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่พบความผิดปกติอันใด  ริมฝีปากของเขาพึมพำอยู่สอง-สามหน  ทว่ามิได้เอ่ยอันใดออกมา

 

“เจ้ามีแท่งหยกสักแท่งหนึ่งหรือไม่?  ใช้แท่งหยกค่อยๆ ขุดเข้าไปที่บริเวณนี้  จำไว้  อย่าใช้แรงมากเกินไปนัก  ไม่เช่นนั้น  เจ้าจะทำลายหินย้อยที่ต้องใช้เวลานับหมื่นปีจึงงอกเงยขึ้นมาเช่นนี้ได้”  เหยาเหลาวาดนิ้วไปบนอากาศข้างหน้าหินย้อย  วงกลมขนาดราวฝ่ามือปรากฏขึ้นตรงปลายหินย้อยนี้  เขาสังเกตุร่องรอยนี้อยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปทางเซียวเอี๋ยนและเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง

 

แม้หัวใจของเซียวเอี๋ยนจะเต็มไปด้วยความสงสัยหลังจากที่ได้ยินเช่นนี้  เขายังคงพยักหน้า  เขาล้วงแท่งหยกสีเขียวออกมาจากแหวนเก็บของแท่งหนึ่งและใช้เต๋าชี่ห่อหุ้มผิวของมันไว้อีกชั้นหนึ่ง  ครั้นแล้ว  เขาค่อยๆ ตามเข้าไปตรงวงกลมที่เหยาเหลาวาดเอาไว้ด้วยปลายนิ้วตรงบริเวณปลายหินย้อยและตัดเฉือนตามรอยนั้น

 

แท่งหยกดูคมยิ่งเมื่อมันถูกห่อหุ้มด้วยเต๋าชี่  เพียงแค่แตะลงไปเบาๆ  ปลายแหลมของแท่งหยกก็เสียบเข้าไปในหินย้อยที่ดูราวกับผลึกแก้วนั้นหลังจากที่ส่งเสียงดัง ‘ปู้ชี่’ ออกมาแสนเบาคราวหนึ่ง

 

เซียวเอี๋ยนถือแท่งหยกไว้แน่นด้วยมือข้างหนึ่ง  ไม่กล้าปล่อยให้มันสั่นแม้เพียงน้อย  แท่งหยกลากไปตามวงกลมที่เหยาเหลาวาดเอาไว้โดยไม่ผิดพลาด มันค่อยๆ เคลื่อนไป  เสียงชี่ชี่เบาๆ ดังก้องออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนพื้นที่ที่ค่อนข้างสูงไม่น้อย

 

“แคร๊ก...”

 

แท่งหยกในมือตัดผ่านไปจนรอบวง  ทันใดนั้น  ชิ้นส่วนหินย้อยทรงกลมแผ่นหนึ่งก็พลันร่วงลงมาจากฐานของมัน  ดวงตาเซียวเอี๋ยนจับจ้องและสองมือก็รีบยื่นเข้าไปฉวยคว้ามันไว้  เขาเงยหน้าขึ้นมอง  แสงสว่างทรงพลังสายหนึ่งพุ่งออกมาจากเศษหินย้อยชิ้นนั้น  แสงเจิดจ้าแสบตานั้นเป็นเหตุให้เขาต้องรีบหลับตาลง  ปีกบนแผ่นหลังกระพืออย่างรวดเร็วตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ล่าถอยออกไปกว่าสิบเมตรจึงค่อยหยุดลง

 

“เคอะๆ  ทุกอย่างปกติ  ไม่จำเป็นต้องกังวลไป” เสียงเหยาเหลาหัวเราะดังขึ้นข้างกายเมื่อเซียวเอี๋ยนลืมตาขึ้นมา  หัวใจที่ตึงเครียดจึงค่อยผ่อนคลายลง  เขาเงยศีรษะขึ้นจ้องมองบริเวณที่แสงสว่างเข้มข้นพุ่งทะลวงออกมาก่อนที่จะขมวดคิ้วมุ่นและบินใกล้เข้าไปอีกคราหนึ่ง

 

เขาใกล้เข้าไปยังหินย้อยมหึมาก้อนนี้  สายตาของเซียวเอี๋ยนจ้องมองรูกลมที่เขาเพิ่งตัดออกมา  เพียงเพื่อจะต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีของเหลวหนืดข้นสีมรกตก้อนหนึ่งลอยอยู่ในหินย้อยนั้น  ของเหลวก้อนนี้ดูราวกับมีเชาวน์ปัญญาบางอย่างอยู่  มันไหลอยู่ในหินย้อยนั้นอย่างเชื่องช้าทว่าบริเวณที่มันไหลไปมากลับบังเอิญอยู่ในรัศมีเท่าที่ถูกตัดเป็นวงกลม  มันไม่ออกมานอกบริเวณนั้นหรือทะลักไหลพ้นออกมาจากตรงนั้นเลย

 

แม้เซียวเอี๋ยนจะไม่ค่อยเข้าใจว่าของเหลวหนืดเหนียวสีมรกตนี้คืออะไร  พลังงานอันบริสุทธิ์ที่บรรจุอยู่ในนั้นก็เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนตกใจแล้ว  พลังงานบริสุทธิ์ชนิดนี้เข้มข้นกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างเบื้องล่างนั้นสักสิบเท่าเป็นอย่างน้อย

 

“เจ้านี่คืออะไร?”  เซียวเอี๋ยนกลืนน้ำลายลงคอในขณะที่กำลังรู้สึกว่าลำคอแห้งผาก  ดวงตาของเขาเร่าร้อนขณะจ้องมองกลุ่มของเหลวเหนียวหนืดสีมรกตขณะอ้าปากเอ่ยถาม

 

“นี่ก็คือร่างที่แท้จริงของแก่นน้ำนมชุบร่าง”  เหยาเหลายิ้มแย้มและค่อยๆ บอกเล่าเมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของเซียวเอี๋ยน

 

“ของเหลวข้างล่างนั้นมิใช่หรือ?”  เซียวเอี๋ยนสะดุ้งขณะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“ของเหลวข้างล่างนั้นก็เป็นแก่นน้ำนมชุบร่างเช่นกัน...  แต่ทว่า  ของพวกนั้นเป็นแค่สิ่งที่ไหลออกมาจากร่างจริงของมันเท่านั้น  พวกมันเป็นเหมือนกับแก่นน้ำนมชุบร่างเจือจางอย่างหนึ่ง  มีหลายคนในทวีปแห่งเต๋าที่รู้เกี่ยวกับเรื่องของแก่นน้ำนมชุบร่าง  ทว่ามีไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับร่างจริงของแก่นน้ำนมชุบร่างซึ่งซ่อนตัวอยู่ตรงจุดที่หินย้อยเชื่อมต่ออยู่กับผืนโลก”  เหยาเหลาชี้ไปที่หินเขียวข้างล่างและยิ้มแย้มขณะอธิบาย  “นี่บางทีก็อาจจะเป็นการพรางตัวอย่างหนึ่งซึ่งวัตถุวิญญาณแห่งธรรมชาติใช้เพื่อปกป้องตัวมัน  คนทั่วไปมักจะคิดอย่างที่เจ้าคิดเมื่อครู่เมื่อพบมัน  พวกเขาก็จะเอาแก่นน้ำนมชุบร่างข้างล่างนั้นไป  ทว่าท้ายที่สุดก็จะทิ้งสมบัติล้ำค่าที่แท้จริงเอาไว้เบื้องหลัง”  เซียวเอี๋ยนเผลอดูดปากเงียบๆ เมื่อได้ยินคำอธิบายของเหยาเหลา  คิดไม่ถึงโดยแท้ว่าจะมีของจริงกับของปลอมเกี่ยวแก่แก่นน้ำนมชุบร่าง  โลกกว้างใหญ่นี้ช่างเต็มไปด้วยเรื่องราวประหลาดทุกชนิดโดยแท้

 

“เจ้าแก่นน้ำนมชุบร่างที่แท้จริงนี้อ่อนแออย่างยิ่ง  มีเพียงวัตถุที่อ่อนโยนที่สุดเช่นหยกเท่านั้นจึงจะไม่ทำลายมัน  หากเป็นอุปกรณ์ที่ทำจากโลหะทั่วไปแล้วล่ะก็  เจ้าก้อนแก่นน้ำนมชุบร่างที่ต้องใช้เวลากำเนิดขึ้นมาไม่รู้จักกี่ปีก็อาจจะกลายสภาพเป็นของเหลวไร้ประโยชน์ไปในพริบตาที่สัมผัสถูกอุปกรณ์พวกนั้นเลยทีเดียว”  เหยาเหลาย้ำเตือนจริงจัง

 

เซียวเอี๋ยนอึกอักขณะพยักหน้า  เขาปาดเหงื่อเย็นเยือกบนหน้าผากทิ้งไปขณะดีใจเงียบๆ  โชคดีที่เขามีสารานุกรมเคลื่อนที่เช่นเหยาเหลาคอยติดตามอยู่ข้างกาย  ไม่เช่นนั้น  หากเขาอาศัยกำลังตนเพียงลำพัง,  ลืมเกี่ยวแก่เรื่องค้นหาร่างจริงของแก่นน้ำนมชุบร่างไปได้เลย,  แม้หากเขาจะโชคดีค้นพบมัน  ก็คงต้องลงเอยกลับไปมือเปล่าเพราะความสะเพร่าของเขาเป็นแน่

 

“เช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?”  เซียวเอี๋ยนจ้องมองของเหลวเหนียวหนืดที่กำลังไหลไปมาช้าๆ อยู่ภายในหินย้อย  เขาไม่กล้าลงมือเองและได้แต่เอ่ยถามออกไปขณะเผชิญหน้าเหยาเหลา

 

“ใช้อุปกรณ์ที่เป็นหยกนำมันออกมา  จำเอาไว้  อย่าใช้มือของเจ้าสัมผัสมัน”  เหยาเหลากล่าว

 

เซียวเอี๋ยนรีบพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้  เขาพลิกและควานหาด้านในแหวนเก็บของอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะพบช้อนหยกคันหนึ่ง  ในฐานะที่เป็นนักแปรธาตุ  หยกเป็นเครื่องบรรจุยาต่างๆ ที่ดีที่สุด  ดังนั้น  จึงมีเครื่องใช้จำพวกหยกแทบทุกชนิดเก็บอยู่ในแหวนเก็บของของเขา

 

เซียวเอี๋ยนยื่นช้อนหยกเข้าไปในหินย้อยนั้นอย่างระมัดระวัง  เขาบิดข้อมืออย่างคล่องแคล่ว  หลังจากที่สอดมือเข้าๆ ออกๆ อยู่สองสามหน  แก่นน้ำนมชุบร่างครึ่งค่อนใหญ่ก็ถูกตักออกมา  ชั่วขณะที่เขาเตรียมจะตักของเหลวสีมรกตทั้งหมดออกมานั่นเอง  เหยาเหลาก็พลันพูดขึ้น  “เหลือบางอย่างเอาไว้เสมอ  นี่เป็นกฎที่ไม่มีลายลักษณ์อักษรในโลกของนักแปรธาตุ  คนผู้หนึ่งไม่อาจทำลายรากเหง้าเมื่อค้นพบสมบัติแห่งธรรมชาติอย่างหนึ่ง  เป็นการยากลำบากเพียงใดกว่าแก่นน้ำนมชุบร่างนี้จะก่อกำเนิดขึ้นมา  หากเจ้าเอาไปเสียหมด  ก็ดูเหมือนว่าหินย้อยซึ่งใช้เวลาก่อเกิดขึ้นมานับหมื่นๆ ปีคงจะต้องค่อยๆ แตกทะลายลงไป  ดังนั้น  เหลือส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อให้มันมีชีวิตต่อไป”

 

เซียวเอี๋ยนสะดุ้งเล็กน้อย  เขาค่อนข้างละอายใจขณะพยักหน้า  ในครั้งนั้น  ขณะที่เขาค้นพบเพลิงแก่นบัวสีคราม  เหยาเหลาก็เคยกล่าวเช่นนี้  การกระทำของเขานับว่าละโมบเกินไปหน่อยจริงๆ

 

เซียวเอี๋ยนดึงช้อนหยกออกมาหลังจากที่เหลือแก่นน้ำนมชุบร่างเอาไว้เล็กน้อย  ครั้นแล้ว  เขาสอดเสียบชิ้นส่วนหินย้อยที่อยู่ในมือข้างหนึ่งกลับคืนเข้าไปยังที่ที่มันหลุดออกมา  ทันใดนั้น  แสงสว่างเข้มข้นก็ค่อยๆ ลดลงและหินย้อยก็กลับสู่สภาพอันสงบของมันดังเก่าก่อน

 

เซียวเอี๋ยนเทของเหลวสีมรกตในช้อนหยกเข้าไปในขวดหยกซึ่งมีเนื้อดีที่สุดใบหนึ่งซึ่งเขาตระเตรียมไว้  เมื่อเห็นของเหลวยังคงไหลเวียนไปเองได้ราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง  เซียวเอี๋ยนจึงผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความโล่งอก  หลังจากลงมือทำงานอย่างเหนื่อยยาก  ในที่สุดของสิ่งนี้ก็มาอยู่ในมือของเขาแล้ว

Comment

  • #3 เฒ่าทารก

    2017-09-11 11:47

    คิดเหมือนกันกะคุณคนกลัวเมียเลย นึกถึงเหล็กไหลจริมๆๆ............:)-

  • #2 NoFearMia

    2017-09-11 04:44

    อ่านตอนนี้แล้ว นึกถึงการตัดเหล็กไหลขึ้นมาเฉยๆ ซะงั้น ปล.ได้ของและ ใส่ตีนผีโกยแน่บเหมือนเดิม

  • #1 ตี๋

    2017-09-10 22:54

    ขอบคุณครับ

    แหม ถ้าเป็นเรานี่อย่าว่าแต่ข้างบนจะหมดเกลี้ยงเลย น้ำนมข้างล่างก็จะเอาไปให้เซียวเซวียนเอ๋ออาบด้วยกัน เอ๊ย เอาไปให้งูสีรุ้งกิน cool

    แต่ถ้ามีเหยาเหลาเตือนก็คงเหลือทิ้งไว้เหมือนกันแหละ

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ