Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

หลังเรียกปีกหมอกม่วงออกมาแล้ว  เซียวเอี๋ยนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าที่ฟาดเข้าใส่บริเวณซึ่งเสียงคำรามของสัตว์ดุร้ายตัวนั้นดังอยู่  ไม่ถึงสิบนาที  เขาก็เข้าไปใกล้บริเวณที่เสียงคำรามของสัตว์ตัวนั้นดังก้องออกมา  ยิ่งไปกว่านั้น  ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงรัศมีแข็งแกร่งหลายสายนอกเหนือไปจากเสียงคำรามนั้น  รัศมีเหล่านี้แข็งแกร่งและอยู่ในระดับเดียวกันกับหลินเอี้ยน  บางทีอาจจะมีคนสองคนที่ยังแข็งแกร่งกว่าหลินเอี้ยนด้วยซ้ำ

 

ความประหลาดใจพวยพุ่งขึ้นมาในใจของเซียวเอี๋ยนขณะสัมผัสได้ถึงรัศมีเหล่านี้  หลินเอี้ยนเป็นยอดยุทธ์แข็งแกร่งผู้หนึ่งที่เข้าถึงระดับเต๋าหลิงขั้นสูง  สามารถแข็งแกร่งกว่าเขาได้,  นั่นมิใช่หมายความว่า...  สถานที่แห่งนี้กลับมีเต๋าหวังหลายคนอยู่หรือ?

 

เซียวเอี๋ยนเริ่มระวังตัวมากขึ้นเมื่อความคิดเหล่านี้พุ่งวูบขึ้นมาในหัวใจ  เขากดข่มความผันผวนของเต๋าชี่ในร่างกายและลมหายใจก็เริ่มช้าลง  ปีกหมอกม่วงบนแผ่นหลังกระพือเบาๆ  และร่างกายก็พุ่งเข้าไปในป่าไม้เขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์

 

เซียวเอี๋ยนเก็บปีกหมอกม่วงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าไปในป่าไม้แล้ว  หลังจากนั้น  สองมือของเขาส่องแสงวูบคราหนึ่งด้วยท่วงท่าที่คล่องแคล่วราวกับลิง  เมื่อระวังตัวอยู่เช่นนี้ได้ครู่ใหญ่,  ภาพฉากเบื้องหน้าก็พลันกว้างขึ้น  โดยเฉพาะเมื่อสายตาของเซียวเอี๋ยนกวาดข้ามหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งนอกผืนป่า  ความประหลาดใจบนใบหน้าก็เผลอจริงจังขึ้นมาแล้ว

 

นอกผืนป่าออกไปเป็นหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกเขาลูกหนึ่งบดบัง  ทางเข้าหุบเขาแห่งนั้นมีรูปทรงคล้ายน้ำเต้าลูกหนึ่ง  ในขณะนี้  มีลิงสีขาวร่างยักษ์แข็งแกร่งตัวหนึ่งสูงราวสามสิบถึงสี่สิบฟุตกำลังยืนจังก้าอยู่หน้าหุบเขาแห่งนี้  ทั่วร่างของลิงขาวตัวนี้กระจายรังสีเย็นยะเยือกออกมา  ลมหายใจหนักและหยาบถูกพ่นออกมาจากรูจมูกอันใหญ่โตกลายเป็นหมอกขาวสองงวง  แขนทั้งสองของมันก็ยาว  มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บก็มีขนาดราวสองเท่าของศีรษะมนุษย์ผู้หนึ่ง  ยามเมื่อกรงเล็บนั้นเหวี่ยงออกไป  มีดาบลมสองสามสายพุ่งยิงออกมา  มันแข็งแกร่งพอที่จะทำให้หินใหญ่ข้างๆ แตกกระจายจนเศษหินลอยละลิ่วไปทุกทิศทาง  ดวงตาแดงก่ำคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความดุร้ายและรังสีสังหารโหดเหี้ยม  ในขณะนี้  ดวงตาแดงก่ำคู่นี้กำลังจ้องมองเงาร่างมนุษย์ทั้งหกที่ห้อมล้อมมันอยู่เขม็ง

 

“ที่แท้ก็คือวานรฟ้าปีศาจหิมะนี่เอง  คนพวกนี้ช่างกล้าหาญไม่น้อย  พลังของวานรฟ้าปีศาจหิมะที่โตเต็มวัยตัวหนึ่งก็เพียงพอจะป่นขยี้ทองคำและผ่าภูเขาลูกหนึ่งได้แล้ว  แม้เจ้าตัวใหญ่ข้างหน้านี้จะเพิ่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์  อย่างน้อยที่สุดมันก็เทียบเท่าเต๋าหวังสามดาวผู้หนึ่งได้...”  เซียวเอี๋ยนพลันเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจในทันทีที่เห็นวานรร่างยักษ์เตะตายิ่งตัวนั้นตรงทางเข้าหุบเขา

 

“คนเหล่านั้นมิใช่ด้อย”  เสียงเหยาเหลาดังขึ้นเบาๆ

 

เซียวเอี๋ยนรีบหันไปมองคนทั้งหกที่โอบล้อมวานรฟ้าปีศาจหิมะอยู่  เมื่อสายตากวาดผ่านเข็มกลัดบนอกเสื้อของแต่ละคน  สีหน้าของเขาก็เผลอแปรเปลี่ยนขึ้นมาเล็กน้อย  “คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักเรียนจากโรงเรียนส่วนใน?  เหตุใดพวกเขาจึงแข็งแกร่งปานนี้? หู?  ศิษย์พี่หานเยวี่ยก็อยู่ที่นี่ด้วย?”

 

ท้ายคำ,  เขาพลันส่งเสียงดังหูออกมาคำหนึ่ง  นี่เป็นเพราะเขาเหลือบเห็นสตรีงดงามที่กำลังยืนอยู่ทางซ้ายมือสุด  ชุดสีเงินชวนหลงใหลทว่าเย็นชายิ่งชุดนั้นและเรือนผมยาวสีเงินเจิดจ้ามิใช่ใครอื่นนอกไปจากหานเยวี่ยผู้นับได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับเซียวเอี๋ยนไม่น้อยเมื่อครั้งที่อยู่ในโรงเรียนส่วนใน

 

“เหตุใดพวกเขาจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?”  เซียวเอี๋ยนใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย  แม้ว่านอกจากหานเยวี่ยแล้ว, เขาไม่ทราบว่าพวกที่เหลือเป็นใครเลยก็ตาม  เขายังพอจะมองเห็นร่องรอยบางอย่างจากเข็มกลัดเหล่านั้น  ในโรงเรียนส่วนในนี้,  ที่ซึ่งนักเรียนทั้งหลาย,  นอกจากพวกยอดยุทธ์ในสิบอันดับสูงสุดของทำเนียบยอดฝีมือแล้ว  ยังจะมีผู้ใดกล้าหาญและมีวิธีมาจัดกระบวนโอบล้อมสัตว์เทพระดับเต๋าหวังตัวหนึ่งได้?”

 

“ไฮ้  เจ้าตัวใหญ่นี่ช่างน่ากลัวโดยแท้  หานเยวี่ย,  ที่นี่มีสิ่งที่เจ้าบอกไว้อยู่ในนั้นจริงๆ หละหรือ?  ทางที่ดีเจ้าอย่าได้หลอกให้พวกเราร่วมมือกับเจ้าฟรีๆ นะ  เจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้เป็นสัตว์ร้ายที่แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนในโรงเรียนส่วนในก็ยังเอาชนะมันไม่ได้  หากพวกเราคนใดคนหนึ่งต้องต่อสู้กับมันตามลำพัง  คงไม่มีใครสามารถเอาชนะมันได้เป็นแน่  หากมันคลั่งขึ้นมา  พวกเราคงต้องเจอปัญหาหนักไม่น้อยเป็นแน่”  ขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังสงสัยอยู่ในใจ  เสียงหยาบเถื่อนสายหนึ่งดังขึ้น  ดวงตาของเขาชำเลืองมองไปและพบว่าคนที่พูดนั้นเป็นชายหนุ่มร่างกายกำยำ, ใบหน้าค่อนข้างดื้อดึงผู้หนึ่ง  ร่างกำยำของอีกฝ่ายดูเหมือนจะสูงกว่าคนทั่วไปราวสองศีรษะเห็นจะได้  ร่างใหญ่โตของเขาทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงแรงข่มไม่ธรรมดาอย่างหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจที่สุดเห็นจะเป็นค้อนเหล็กมหึมาในมือขวาของเขา  ภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า  ค้อนเหล็กสีดำสะท้อนแสงเข้มข้นลึกล้ำออกมาสายหนึ่ง

 

มองดูเส้นเลือดดำที่ปูดโปนอยู่บนท่อนแขนของชายผู้นั้น  น้ำหนักของค้อนเหล็กสีดำนั้นคงมิใช่เบา

 

“ศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่า,  ท่านวางใจในเรื่องนี้ได้  ข้ารู้ดีถึงอันตรายที่เกี่ยวข้องและย่อมไม่ล้อเล่นกับเรื่องจำพวกนี้  หากมีสิ่งผิดพลาดใดๆ ก็ตามหลังจากนี้,  หานเยวี่ยจะไม่หลบหนีกับคำตำหนิใดๆ จากศิษย์พี่เอี๋ยนเฮ่าเลย”  หานเยวี่ยเอ่ยเบาๆ  เสียงของนางกังวานราวกับน้ำพุเย็นสายหนึ่ง  เป็นเหตุให้ผู้คนต้องบังเกิดความรู้สึกประหลาดราวกับมีน้ำเย็นกำลังไหลรินอยู่ในหัวใจของตน

 

“ฮ่าๆ  เอี๋ยนเฮ่า  เรื่องราวพวกนี้หานเยวี่ยย่อมรู้จักชั่งน้ำหนักเป็นอย่างดี  เจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยจนเกินเหตุ  หากมีของสิ่งนั้นอยู่ในหุบเขาจริงๆ  ประโยชน์ที่พวกเราจะได้รับย่อมมากมายทีเดียว  การแข่งขันใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกเพียงสี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว  หากพวกเราสามารถพัฒนาพลังของตนได้ในช่วงนี้  ตำแหน่งผู้อาวุโสก็เป็นสิ่งที่พวกเราจะคาดหวังได้”  เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น  สายตาของเซียวเอี๋ยนมองตามไปทางต้นเสียง  ในใจเผลอชื่นชมเล็กน้อย  คนที่กำลังพูดอยู่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่ชุดสีเขียว  อายุของเขาน่าจะอยู่ในราวยี่สิบหกถึงยี่สิบเจ็ดปี  ที่อายุเท่านี้  แทบทุกคนก็เริ่มหมดความเย่อหยิ่งทะนงตนเฉกเช่นเด็กหนุ่มทั่วไปแล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  ก็เพราะท่าทางยิ้มแย้มเช่นนี้ของเขาทำให้ผู้คนมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา  เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวประณีตและมีอากัปกิริยาสง่างามที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ไม่รู้จบ

 

“เอี๋ยนเฮ่า?”  เซียวเอี๋ยนพึมพำเงียบๆ ในใจ  เขารู้สึกได้เลาๆ ว่ามันค่อนข้างคุ้นหู

 

“หลินซิวหยา  เจ้าก็พูดง่ายสิ  นี่เป็นสัตว์เทพที่สามารถต่อกรกับเต๋าหวังแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้เลยทีเดียวนะ  กระทั่งกำลังของพวกเรา  ก็ยังมีโอกาสที่จะบาดเจ็บหนักและถึงตายได้หากไม่ระวังให้ดี  ยิ่งไปกว่านั้น  เอี๋ยนเฮ่าก็แค่ต้องการความมั่นใจ  ไม่ว่าอย่างไร  ก็ไม่มีผู้ใดอยากจะลงแรงมากมายและต้องตบท้ายอยู่ในสภาพมือเปล่า”  ชายผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าค่อนข้างดุร้ายเล็กน้อยกลอกตาขณะอธิบาย

 

“หลินซิวหยา?  คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาก็คือหลินซิวหยาที่หลินเอี้ยนเคยพูดถึง  ดูจากนิสัยใจคอของเขาแล้ว  ค่อนข้างน่าแปลกว่าเหตุใดคนดุร้ายทระนงเช่นหลินเอี้ยนจึงมีความหวาดกลัวขึ้นมาบ้างในยามที่พูดถึงคนๆ นี้” ในใจของเซียวเอี๋ยนสะดุดกึกขึ้นมาเล็กน้อย  ชื่อนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยได้ยินบ่อยครั้งมาก  นักเรียนทุกคนภายในโรงเรียนส่วนในล้วนมีความชื่นชมและเคารพอยู่ในน้ำเสียงยามเมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้  บางทีคนผู้นี้อาจจะมิใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนส่วนในก็จริง  ทว่าหากพูดถึงเสน่ห์  ดูเหมือนคงไม่มีผู้ใดในโรงเรียนส่วนในจะยืนชนไหล่กับเขาได้แล้ว

 

“เคะๆ  ไม่มีคนไร้ค่าที่ไหนสามารถเข้าถึงสิบยอดอันดับแรกในทำเนียบยอดฝีมือได้  แม้พลังที่แท้จริงของพวกเราไม่อาจเทียบวานรฟ้าปีศาจหิมะได้  สัตว์ป่าก็ยังต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบหากพวกเราลงมือจริงจัง”  หลินซิวหยาหัวเราะ  ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนกระบี่ยาวสีเขียวที่กุมอยู่ในมืออีกข้างหนึ่งเบาๆ  เสียงกังวานพลันกระจายตัวออกไปเงียบๆ  ติดตามด้วยพลังเสียงที่ถูกปล่อยออกไป  ริ้วลมหมุนที่แทบจะกลายเป็นสสารอย่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นรอบกายของเขาได้อย่างไม่ทราบที่มา  หมุนวนไม่หยุดหย่อนในขณะที่กระจายเสียงดังฮู๊ๆ ออกมา

 

“พวกท่านทุกคน  มันออกจะไร้เดียงสาไปหน่อยที่มาโต้แย้งกันอย่างไร้จุดหมายในเวลานี้  ในเมื่อพวกท่านทุกคนก็ติดตามข้ามาถึงที่นี่แล้ว  ย่อมหมายความว่าของสิ่งนั้นก็ดึงดูดความสนใจของพวกท่านทุกคนเช่นกัน  ดังนั้น  สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการเอาชนะเจ้าวานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้ให้ได้เสียก่อน...  พวกท่านทุกคนล้วนรู้ดีถึงคุณค่าของเจ้าสิ่งนั้น  หากข่าวแพร่หลายออกไป  ก็คงต้องมีผู้คนไม่น้อยจากเขตมืดที่จะลับลอบเข้ามาขโมยมันไป  ถึงเวลานั้น  ก็คงสายเกินกว่าจะเสียใจแล้ว”  หานเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะพูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นชาเรียบเฉยเมื่อได้ยินความเห็นต่างๆ

 

หลายคนที่อยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาเมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของนาง  พวกเขายักไหล่และไม่โต้เถียงต่อไป  ตรงกันข้าม พวกเขาหันไปมองวานรฟ้าปีศาจหิมะที่อยู่ตรงกลาง

 

“อีกสักครู่  พวกเราทั้งห้าคนจะลงมือหยุดมันไว้  ทุกคนควรจะงัดฝีมืออะไรก็ตามที่มีอยู่ออกมา  เจ้านี่มิใช่สิ่งที่จะรับมือได้ง่ายๆ  กำลังของหานเยวี่ยค่อนข้างอ่อนแอกว่า  จะเป็นการดีหากนางจะไม่เข้ามาร่วมกับการโอบล้อมเช่นนี้  ตรงกันข้าม  เจ้าควรจะช่วยพวกเราเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวรอบด้าน”  หลินซิวหยาวาดกระบี่ในมือชี้ลงพื้นขณะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

 

“ตกลง”  หานเยวี่ยลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ก่อนที่จะพยักหน้า  ปลายเท้าของนางแตะลงบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งและร่างของนางก็ล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ  ในที่สุด  ร่างงดงามของนางก็ยืนตรงอยู่บนยอดไม้ต้นหนึ่งที่มองเห็นได้กว้างชัด

 

“เคะๆ  ทุกท่าน  พวกเราไม่ได้ร่วมมือกันมาค่อนข้างนานแล้ว  ข้าสงสัยเสียจริงว่าพวกท่านจะพัฒนาฝีมือไปได้ถึงไหนกันบ้างแล้ว”  หลินซิวหยาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นหานเยวี่ยถอยไปแล้ว  เสื้อชุดสีเขียวของเขาสะบัดเล็กน้อยเมื่อรัศมีแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันแผ่พุ่งออกมาจากร่างของเขา  รับรู้ถึงรัศมีที่กล้าแข็งนี้  รู้สึกได้เลาๆ ว่ามันจะมากเกินระดับเต๋าหลิงผู้หนึ่งแล้ว

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่เจ้าก็ก้าวเท้าข้างหนึ่งขึ้นไปสู่ระดับเต๋าหวังแล้ว  เจ้าช่างสมกับที่เป็นผู้ชนะในหมู่พวกเรานักเรียนใหม่ในสมัยนั้น”  เอี๋ยนเฮ่าร่างยักษ์เผลอทอดถอนใจออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจเมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีแก่กล้าที่แผ่ซ่านออกมาจากหลินซิวหยา

 

“เจ้าก็มิใช่จะเอื้อมถึงขอบเขตของมันแล้วหรอกหรือ...”  หลินซิวหยากลอกตาให้แก่เอี๋ยนเฮ่าขณะเอ่ย

 

“ข้าแค่แตะถึงได้เลือนรางนัก  และไม่อาจเทียบกับเจ้าได้”  เอี๋ยนเฮ่าหัวเราะขื่นและส่ายศีรษะ  เขากุมค้อนสีดำสนิทในมือและควงมันอยู่ข้างหน้าอย่างแรง  ทันใดนั้น  รัศมีน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งฉีกผ่านอากาศและส่งเสียงกรีดแหลมออกมา

 

อีกสามคนก็ปลดปล่อยชี่ของตนออกมาจนถึงขีดสุดตามหลังหลินซิวหยาและเอี๋ยนเฮ่า  คนเหล่านี้กลับเป็นยอดยุทธ์ในระดับเต๋าหลิงขั้นสูงสุดแล้ว  ดูจากชี่ของพวกเขา  พวกเขาไม่ด้อยไปกว่าหลินเอี้ยนเลยแม้แต่น้อย

 

“โรงเรียนส่วนในแห่งนี้ช่างสมกับเป็นสถานที่ในทวีปแห่งเต๋าซึ่งรวบรวมบรรดาผู้มากด้วยพรสวรรค์  ทุกคนเพิ่งมีอายุอยู่ในราวยี่สิบห้าปี  ทว่าพวกเขากลับกำลังจะเอื้อมถึงระดับเต๋าหวังได้อย่างรวดเร็ว  พรสวรรค์เช่นนี้นับว่ายิ่งใหญ่นัก  อัจฉริยะที่แม้แต่สรวงสวรรค์ก็ยังต้องยอมผ่อนปรนกับทุกเรื่องราวที่พวกเขาไปถึง...”  เซียวเอี๋ยนเผลอทอดถอนใจออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจในอกขณะสัมผัสได้ถึงรัศมีที่แข็งแกร่งทั้งห้า

 

ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศการต่อสู้ที่แผ่พุ่งออกมาจากรอบด้าน  ความแดงก่ำในดวงตาใหญ่โตของวานรฟ้าปีศาจหิมะในพื้นที่ต่อสู้ก็ยิ่งเข้มขึ้น  กรงเล็บสีดำราวโลหะทุบใส่ทรวงอกที่ปกคลุมไปด้วยขนขาวดกของมันอย่างหนักหน่วง  ทันใดนั้น  ริ้วพลังที่แฝงซ่อนอยู่สายหนึ่งซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็พลันกระจายตัวออกมา  ที่ใดก็ตามที่พลังชุดนี้กระจายออกไปถึง  หินรอบด้านก็ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะและปริออกเป็นรอยยาว, พร้อมที่จะพังทลายลงไปได้ทุกเมื่อ

 

“เจ้ามนุษย์โง่  อย่าได้หลงผิดคิดมาขโมย ‘แก่นน้ำนมชุบร่าง’  หากพวกเจ้ายอมจากไปเสียแต่เดี๋ยวนี้  ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”  วานรฟ้าปีศาจหิมะชูหัวมหึมาของมันขึ้น  นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองกลุ่มคนเบื้องล่างเขม็ง  หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง  เสียงคำรามต่ำราวฟ้าผ่าบ้าคลั่งอหังการพลันดังเข้าหูของทุกผู้คนในที่นั้น

 

“หู?  วานรฟ้าปีศาจหิมะตัวนี้เป็นเพียงสัตว์เทพระดับเต๋าหวังเท่านั้น  ทว่ามันกลับสามารถพูดได้?”  หัวใจของเซียวเอี๋ยนแปลกใจกับการกระทำของวานรฟ้าปีศาจหิมะอยู่ครู่หนึ่งจึงพลันสะดุ้ง  “แก่นน้ำนมชุบร่างหรือ?”

 

เซียวเอี๋ยนทวนคำพูดนี้ในปาก  ครู่ต่อมา  ร่างกายของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา  ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง  กระนั้นก็ดูดีใจเป็นที่สุด

 

“ที่แท้ สถานที่แห่งนี้กลับมีแก่นน้ำนมชุบร่างเข้มข้น  จิตวิญญาณแห่งแผ่นดินชนิดหนึ่ง?”

Comment

  • #3 Natseki

    2017-09-04 18:22

    5555 แอบฮากะคอมเม้นแรกๆอ่ะ 

    รอตอนต่อไปน่ะค่ะ ผู้แปล wink

  • #2 เฒ่าทารก

    2017-09-03 19:47

    555555++  ผู้แต่งหรือผู้อ่านน๊อ... ที่คิดลึก... ไปนู๊น.....

    ข้าน้อยขอคารวะ จินตนาการท่านตี๋ลึกล้ำนักembarassed

  • #1 ตี๋

    2017-09-03 18:41

     ขอบคุณครับ

    เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย ไม่เอาน่าผู้แต่ง หลังๆ มานี่ชักจะมีหลายช็อตแล้วนะ yell 

    >>> "สายตาของเซียวเอี๋ยนมองตามไปทางต้นเสียง  ในใจเผลอชื่นชมเล็กน้อย  คนที่กำลังพูดอยู่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง"

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ