Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

เมื่อเดินเข้ามาในห้องฝึกแล้ว,  เซียวเอี๋ยนพิงแผ่นหลังเข้ากับประตู  ใบหน้าแดงเรื่อแต่เดิมของเขากลับพลันซีดขาวขึ้นเป็นอันมาก  “ยาภูติลมปราดเปรียว”  ที่เขากินเข้าไปก่อนการฝึกชี่นั้นเป็นเหตุให้เต๋าชี่โคจรได้เร็วขึ้นอย่างแรงเป็นเวลาสั้นๆ  อย่างไรก็ตาม  เมื่อการฝึกชี่ถูกขัดจังหวะ  ผลข้างเคียงของยาภูติลมปราดเปรียวก็ปรากฏออกมา  การโคจรเต๋าชี่ภายในร่างกายที่เชื่องช้าเป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนรู้สึกอ่อนแรงไปทั่วร่าง  เมื่อครู่นี้  เหตุผลหนึ่งที่เซียวเอี๋ยนคิดพึ่งพาเพลิงบัวยูไรพิโรธขณะแลกหมัดกับเหลยน่าก็เพื่อจะใช้มันแสดงความแข็งแกร่งของเขาและยับยั้งอีกฝ่าย  เหตุผลที่ซ่อนอยู่อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเพราะเต๋าชี่ที่อ่อนแอในร่างกายของเขาเช่นนี้,  ย่อมไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขารับมือกับเหลยน่าได้นานนัก

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองชายเสื้อที่ขาดวิ่นและถอนหายใจออกมาเบาๆ  เขาอดที่จะบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในใจไม่ได้  หากการโจมตีของเหลยนาเร็วขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย  ดูท่าว่าเซียวเอี๋ยนคงถูกบังคับให้เปิดเผยจุดอ่อน  และคงต้องบาดเจ็บหนักในท้ายที่สุด  โชคยังดี  การปรากฏตัวของเพลิงบัวยูไรพิโรธนี้, สิ่งแรกก็คือการทำให้เหลยน่าสูญเสียจิตใจอันฮึกเหิม  ผลลัพธ์ในการป้องปรามไว้ก่อนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  ทั้งหมดนี้อาศัยโชคอยู่ส่วนหนึ่งโดยแท้

 

เซียวเอี๋ยนไอเบาๆ สอง-สามหน  เขาค่อยๆ เดินตรงไปยังแท่นหินสีดำและเข้านั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นได้อย่างค่อนข้างลำบาก  เขาสูดลมหายใจและผ่อนเอาอากาศอุ่นร้อนออกมายาวลึกสอง-สามหนก่อนที่จะประกบมือเป็นสัญลักษณ์แห่งการฝึกชี่  ครั้นแล้วจึงเข้าสู่สภาพการฝึกชี่อีกคราหนึ่ง  โคจรเต๋าชี่และค่อยๆ ฟื้นสภาพของตน

 

เกือบสามหรือสี่ชั่วโมงแห่งการฝึกด้วยท่านั่งขัดสมาธิ  ความรู้สึกอ่อนแรงในร่างกายจึงค่อยๆ เลือนหายไป  เต๋าชี่ที่เชื่องช้าเพราะผลจากยาภูติลมปราดเปรียวก็เริ่มค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน

 

หลังจากที่สภาพร่างกายได้รับการฟื้นฟูแล้ว,  เซียวเอี๋ยนจึงล้วงเอายาภูติลมปราดเปรียวออกมาอีกเม็ดหนึ่งและกลืนมันลงไป  ครั้นแล้วจึงเข้าสู่สภาวะการเก็บตัวอีกคราหนึ่ง!

 

เมื่อครู่นี้เซียวเอี๋ยนได้รับรู้ว่าหลิวเฟยผู้นั้นดูเหมือนจะมีญาติผู้พี่ที่แข็งแกร่งยิ่งผู้หนึ่งจากปากของนาง  ยิ่งไปกว่านั้น  ดูจากความเคารพที่เหลยน่ามีต่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติผู้พี่ท่านนี้  เห็นได้ชัดว่าพลังของเขาคงเหนือชั้นกว่าเหลยน่ามากมาย  แม้จะนับได้ว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบกับเรื่องราวในวันนี้เพราะความลำเอียงของผู้เฒ่าเหอ  เขาก็ทำให้สตรีผู้นั้นโกรธเพราะเรื่องราวในวันนี้แล้ว  จากการประเมินของเซียวเอี๋ยน  สตรีเช่นนี้, ที่ดูสุภาพอ่อนหวานแต่ภายนอก  ทว่ากระดูกของนางนั้นหยิ่งผยองจนไม่รู้จักคำว่าโอนอ่อนผ่อนตาม  ดังนั้น...  เพื่อที่จะยุติปัญหาบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  เซียวเอี๋ยนในขณะนี้จำต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตนโดยเร็ว!

 

ในขณะฝึกชี่ย่อมไม่รับรู้ถึงวันเวลาที่ไหลเลื่อนไป  ห้าวันเต็มๆ ผ่านพ้นไปนับตั้งแต่เกิดเหตุที่ชั้นสามในวันนั้น  ในห้าวันที่ผ่านมานี้  ชื่อของเซียวเอี๋ยนค่อยๆ ถูกถ่ายทอดออกไปจนเข้าหูของนักเรียนทุกคนที่กำลังฝึกชี่อยู่ในหอฝึกชี่เพลิงฟ้าแห่งนี้

 

บัวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวจนทำให้เหลยน่า,  ผู้เป็นเต๋าหลิงสี่ดาวผู้หนึ่ง  หวาดกลัวจนสูญเสียจิตอันฮึกเหิมแห่งการต่อสู้ไปในทันที  นอกจากนี้  เซียวเอี๋ยนยังไม่ยอมไว้หน้าให้แก่หลิวเฟย,  ผู้ได้สมญาที่ไพเราะเพราะพริ้งภายในโรงเรียนส่วนในว่าเทพีหิมะแม้แต่น้อย  และหลังจากที่ลงมืออย่างหนักหน่วงแล้ว  เขายังไม่ได้รับการลงโทษสถานหนักจากผู้เฒ่าเหอผู้ปกติมักจะเคร่งครัดอย่างยิ่งอีกด้วย  เหตุการณ์ลึกลับซับซ้อนทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ดังที่สุดในโรงเรียนส่วนใน  ภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้

 

แน่นอน,  เมื่อพวกเขากระจายข่าวบอกเล่าต่อๆ กันไป,  มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเผลอบังเกิดความรู้สึกชื่นชมนับถือขึ้นในหัวใจแล้ว  ไม่ต้องนับข้อสังเกตุที่ว่า, เหตุใดผู้เฒ่าเหอผู้เคร่งครัดอยู่เป็นนิจจึงปฏิบัติต่อเซียวเอี๋ยนอย่างมีมารยาทปานนี้  ลำพังแค่บัวเพลิงที่น่าประหวั่งพรั่นพรึงของเซียวเอี๋ยนที่สามารถทำให้เหลยน่าตกใจจนอีกฝ่ายสูญเสียกำลังใจในการต่อสู้เพียงอย่างเดียวนี้,  ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกนับถือเซียวเอี๋ยนแล้ว  ภายในหอฝึกชี่เพลิงฟ้าและตลอดทั่วโรงเรียนส่วนใน  คนเก่งย่อมได้รับเกียรติในท้ายที่สุด  ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร  และยังเป็นเพราะบัวเพลิงที่เซียวเอี๋ยนแสดงออกมานี่เอง  เป็นเหตุให้พวกที่คอยตามตื้อหลิวเฟย,  ผู้ซึ่งแอบชื่นชมนางเงียบๆ,  ไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องท้าเซียวเอี๋ยนอีก  ไม่เช่นนั้น  เซียวเอี๋ยนจะสามารถเก็บตัวอยู่ได้ถึงห้าวันโดยไม่มีผู้ใดกล้ามาขัดจังหวะเขาอีกหลังจากมีข้อวิวาทกับหลิวเฟย,  แม่สาวน้อยแสนงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโรงเรียน, ได้อย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร  การป้องปรามที่เซียวเอี๋ยนต้องการนับว่าประสบผลสำเร็จจริงๆ!

 

ผู้คนเข้าๆ ออกๆ บนชั้นสามที่กว้างขวางแห่งนี้  บรรยากาศมีชีวิตชีวาอย่างยิ่งและบางครั้งก็มีวงต่อสู้ที่เร่าร้อนเกิดขึ้นประปรายสอง-สามวง  ผู้คนที่ช่างอยากรู้อยากเห็นพากันห้อมล้อมวงต่อสู้เหล่านี้เอาไว้

 

เมื่อคลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลเข้าออกเดินผ่านบริเวณทางเดินยาวตรงพื้นที่ระดับสูง  พวกเขามักจะเผลอชำเลืองไปมองห้องฝึกระดับสูงห้องหนึ่งซึ่งมีป้ายระบุว่ามีคนกำลังใช้งานอยู่ในนั้นแขวนอยู่  สายตาเหล่านี้เต็มไปด้วยความสงสัยและความนับถือ  หลายวันมานี้  นักเรียนเกือบทุกคนที่กำลังฝึกชี่อยู่ที่ชั้นสามแห่งนี้ได้รับรู้ว่าห้องฝึกแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักเรียนใหม่, เซียวเอี๋ยน, ผู้สร้างความตกใจให้แก่เต๋าหลิงสี่ดาว, เหลยน่า ด้วยบัวเพลิงที่น่าสะพรึงกลัวจนเขาสูญเสียกำลังใจในการต่อสู้, กำลังฝึกชี่อยู่ในนั้น

 

ยังมีผู้คนไม่น้อยที่เพิ่งเข้ามาหลังจากได้ยินชื่อของเซียวเอี๋ยนแล้ว  พวกเขาอยากจะเห็นหน้าตาของนักเรียนผู้นี้สักหน่อย  อย่างไรก็ตาม  ตั้งแต่สิ้นสุดการต่อสู้ในวันนั้น  เซียวเอี๋ยนก็ยังไม่ออกมาจากห้องฝึกชี่แห่งนี้เลย  นี่ทำให้พวกเขาค่อนข้างผิดหวังอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตาม  ผู้คนที่แกร่วอยู่รอบๆ ได้แต่ยอมแพ้ที่จะรอดูหน้าเขา  แม้เต๋าเจื่อหรือต้าเต๋าซื่อทั่วไปจะต้องหาอะไรกินเพื่อเติมท้องหลังฝึกฝนมาสักวันหนึ่งเต็มๆ  ความอดทนต่อความหิวโหยของผู้คนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นได้เมื่อพลังภายในเต๋าชี่ของคนผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้น  ครั้นเมื่อเข้าถึงระดับต้าเต๋าซื่อ  แม้ไม่ถึงกับอดอาหารได้  ทว่าขณะที่อยู่ในสภาพฝึกชี่  ร่างกายย่อมต้องการอาหารต่ำที่สุด  หากไม่กินอะไรสักห้าวัน  ก็ไม่บังเกิดผลเสียหายร้ายแรงอันใดต่อร่างกายนอกจากอ่อนแรงบ้างเล็กน้อย

 

ดังนั้น  เมื่อเห็นประตูห้องฝึกยังปิดสนิทอยู่,  นักเรียนที่เดินทางเข้ามาหลังได้ยินชื่อเสียงของเขาจึงได้แต่จากไปอย่างผิดหวัง  ไม่ว่าอย่างไร  พวกเขาไม่ทราบว่าการเก็บตัวของเซียวเอี๋ยนครั้งนี้จะดำเนินไปยาวนานเท่าไหร่

 

“แอ๊ด...”

 

เสียงกะทันหันของประตูบานหนึ่งซึ่งกำลังถูกเปิดออกบนทางเดินดึงดูดสายตาบางคน  โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามองเห็นเลขที่บนประตูบานที่กำลังถูกเปิดออกนั้น  พวกเขาพลันสะดุ้งขึ้นมา  สายตาก็เร่าร้อนขึ้น

 

ทางเดินที่เต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจพลันเงียบลง  สายตามากมายหันไปยังประตูบานที่กำลังถูกเปิดออก

 

ภายใต้ความสนใจของทุกสายตา  เด็กหนุ่มในชุดสีดำผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาพร้อมด้วยใบหน้าสงบ  เมื่อเขามองเห็นสายตามากมายบนทางเดินที่จ้องมองมา,  เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย  เขาได้แต่ส่ายศีรษะคราหนึ่ง,  หมุนตัวและเดินออกจากห้องฝึกชี่ไป  ครั้นแล้ว  เขาค่อยๆ เดินตรงไปยังทางลงสู่ชั้นที่สี่ของหอฝึกชี่เพลิงฟ้า

 

หลังจากใช้เวลาฝึกชี่อยู่บนชั้นสามนี้มาเป็นเวลาเกือบเจ็ดวันเต็ม  ความก้าวหน้าอันสมบูรณ์แบบที่เซียวเอี๋ยนได้รับในการฝึกชี่ทำให้เขารู้สึกตกใจ  เซียวเอี๋ยนสัมผัสได้เลาๆ ว่าตนสามารถไต่ถึงเพดานสูงสุดของระดับต้าเต๋าซื่อเจ็ดดาวภายในเวลาสั้นๆ เพียงเจ็ดวันที่ยังไม่เต็มดีนี้เพราะความช่วยเหลือจากยาภูติลมปราดเปรียวและขี้ผึ้งภูติเพลิงเห็ดหลินจือเขียว  รวมถึงการกลั่นอันทรงประสิทธิภาพของเพลิงหัวใจในช่วงที่ผ่านมา  ด้วยความเร็วเช่นนี้  เขาอาจจะสามารถแตะถึงกำแพงของขั้นที่แปดได้ภายในเวลาไม่ช้านี้และก้าวผ่านมันไปได้ในคราวเดียว

 

เซียวเอี๋ยนรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุดกับความก้าวหน้าของตน  อย่างไรก็ตาม  ชั่วขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังคิดที่จะฝึกชี่ต่อไปและก้าวเข้าสู่ขั้นที่แปดในรวดเดียวนี้เอง  เขาพลันบังเกิดความตกใจที่ค้นพบว่าเพลิงหัวใจไม่อาจรักษาสภาพเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว  เกือบเจ็ดวันเต็มๆ กับเพลิงหัวใจและความเร็วในการโคจรเต๋าชี่  เพลิงหัวใจที่ชั้นสามแห่งนี้ก็เริ่มไม่อาจทำหน้าที่ของมันได้อย่างน่าพึงพอใจ  ยิ่งผ่านไป  ก็ยิ่งไม่แน่นอน  เป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยุดการฝึกและเลือกที่จะออกจากสมาธิกลางทางเพราะมัน

 

บัดนี้เมื่อพลังของเพลิงหัวใจไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของเซียวเอี๋ยนได้อีก  เขาก็ได้แต่ลงไปยังชั้นสี่  ไม่เช่นนั้น  ความเร็วในการพัฒนาของเขาก็คงลดลงไปมากมายแล้ว

 

ภายใต้สายตาเร่าร้อนของทุกผู้คน,  เซียวเอี๋ยนค่อยๆ หายลับไปจากปลายทางเดิน  เมื่อพวกเขามองเห็นเส้นทางที่เซียวเอี๋ยนกำลังมุ่งหน้าไป  ผู้คนบนทางเดินเผลอส่งเสียงกระซิบกระซาบต่อกันออกมาแล้ว

 

“ดูเหมือนว่าเขากำลังคิดที่จะมุ่งหน้าลงไปยังชั้นสี่?”

 

“เอ่อ  ชั้นสี่นั่นมิใช่ว่าเป็นสถานที่ซึ่งต้องเข้าถึงพลังระดับเต๋าหลิงก่อนหรือ  จึงจะสามารถลงไปได้?  ดูเหมือนเซียวเอี๋ยนยังไปไม่ถึงจุดนั้น  มิใช่หรือ?”

 

“อา...  แต่ใครจะรู้  เขาสามารถเอาชนะเหลยน่าได้  ข้าคิดว่าเขาก็คงสามารถลงไปยังชั้นสี่ได้นั่นแหละ  จริงหรือไม่?”

 

ทุกคนบนทางเดินมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนที่พวกเขาจะพากันหัวเราะขื่นและส่ายศีรษะออกมา

 

เซียวเอี๋ยนไม่ได้ยินคำสนทนาเบื้องหลังเหล่านี้  เขาเดินผ่านและเลี้ยวไป  มองเห็นทางผ่านที่มีอาจารย์ยืนเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา  เขาลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว

 

“จะต้องมีพลังระดับเต๋าหลิงก่อนจึงจะลงสู่ชั้นสี่ได้  พวกที่พลังยังไม่ถึงขั้นห้ามลงไป!”  อาจารย์ผู้หนึ่งมองเห็นเซียวเอี๋ยนกำลังเดินเข้ามาแต่ไกลและเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้าน

 

“เอ่อ?”  ฝีเท้าของเซียวพลันหยุดลง  ความประหลาดใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้า  ทันใดนั้น  เขาส่งยิ้มเจื่อนออกมาคราหนึ่ง  คาดไม่ถึงว่าเงื่อนไขของการลงสู่ชั้นสี่นั้นช่างเข้มงวดนัก  เขาจำต้องฝึกต่อไปบนชั้นสามหรือ?  แค่คิดว่าเพลิงหัวใจนั้นด้อยลงมากเพียงใดเมื่อเผชิญกับความเร็วในการโคจรเต๋าชี่ในร่างกายของเขา,  เซียวเอี๋ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัวขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“เจ้า... เจ้าคือเซียวเอี๋ยน?”  ชั่วขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังรู้สึกปวดหัว  อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เดินเข้ามาตรวจสอบเซียวเอี๋ยนพลันเอ่ยปากสอบถามขึ้นมาด้วยท่าทางแปลกใจ

 

ได้ยินเสียงแปลกใจจากเพื่อนร่วมงาน  อาจารย์ที่เพิ่งพูดอย่างเกียจคร้านออกมาเมื่อครู่ก็เงยศีรษะขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจบ้างแล้ว  เขาจ้องมองเด็กหนุ่มในชุดสีดำซึ่งเดินมาถึงเบื้องหน้าและมองเห็นใบหน้าที่ค่อนข้างคุ้นเคย  เขาหวนนึกถึงคำสั่งจากผู้เฒ่าที่หนึ่งได้อีกคราและรีบเอ่ยขึ้น  “เจ้าก็คือเซียวเอี๋ยนที่มีเรื่องวิวาทกับเหลยน่าเมื่อไม่กี่วันก่อน?”

 

เซียวเอี๋ยนลังเลเล็กน้อยเมื่อมองเห็นแววตาประหลาดใจของอาจารย์ทั้งสอง  เขาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนที่จะพลันยกสองมือขึ้นคำนับแก่อาจารย์ทั้งสองและกล่าว  “ในเมื่อศิษย์ไม่มีคุณสมบัติพอ  ข้าจะกลับไปฝึกชี่ต่อที่ชั้นสาม  รบกวนอาจารย์ทั้งสองแล้ว  ข้าน้อยต้องขอตัว”

 

“เฮ่  รอเดี๋ยวก่อน!”

 

เห็นเซียวเอี๋ยนกำลังหมุนตัวตระเตรียมผละจากไป  อาจารย์เมื่อครู่รีบเรียกไว้  ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะกล่าว  “ผู้เฒ่าเหอได้สั่งพวกเราไว้แล้ว  หากเจ้าต้องการลงไปยังชั้นสี่  พวกเราเพียงแต่ทำตามกฎ  ดังนั้น... ได้โปรด”

 

เซียวเอี๋ยนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจเมื่อมองเห็นท่าทางยิ้มแย้มของอาจารย์ผู้นี้  ความยินดีพลันฉายชัดขึ้นบนใบหน้า  หากเขาสามารถลงไปยังชั้นสี่เพื่อฝึกต่อไป  การก้าวผ่านเข้าสู่ต้าเต๋าซื่อขั้นที่แปดย่อมอยู่แค่เอื้อมแล้ว  ทันใดนั้น  เขารีบยกสองมือขึ้นคำนับแก่คนทั้งสอง  “ขอบคุณพวกท่านเป็นอันมาก  ผู้เฒ่าเหอและอาจารย์ทุกท่าน”

 

“เคะๆ  ก็ไม่มีอันใดเสียหายนี่... ระดับของเจ้าอาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์  ทว่าในแง่ความแข็งแกร่ง เจ้ามีคุณสมบัติพอ...”  อาจารย์ทั้งสองยิ้มแย้มและเอ่ยตอบเมื่อมองเห็นสีหน้าดีใจของเซียวเอี๋ยน

 

“เอาล่ะ เจ้าลงไปเถอะ  ข้าเห็นเจ้าเก็บตัวมาหลายวันไม่น้อยแล้ว  หากลงไปยังชั้นสี่แล้ว  เจ้าควรจะหาอะไรกินเสียก่อน  ไม่เช่นนั้น  ร่างกายของเจ้าจะไม่สามารถแบกรับการฝึกที่ยาวนานได้”

 

“ขอบคุณในความห่วงใยของท่านเป็นอันมาก อาจารย์”

 

เซียวเอี๋ยนกล่าวขอบคุณแก่คนทั้งสอง  ยกสองมือขึ้นคำนับอีกคราหนึ่งและรีบเดินเข้าไปตามทาง  ครั้นแล้ว  เขาเลี้ยวลับไปทางมุมหนึ่ง  ทิ้งสายตาตะลึงงันมากมายเอาไว้เบื้องหลัง

Comment

  • #1 ตี๋

    2017-08-11 19:10

    ขอบคุณครับ

    แหม เส้นใหญ่แท้

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ