Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

บรรยากาศภายในห้องที่สว่างไสวนวลตากลับคุกรุ่นราวกับประจุไปด้วยดินปืน  ผู้คนนับสิบกำลังยืนบ้างนั่งบ้างอยู่ในห้องโถง  ในขณะนี้  มีความโกรธเกรี้ยวฉาบฉายอยู่บนใบหน้าของคนเหล่านี้

 

“หัวหน้า  กลุ่มประตูหินนั้นช่างไม่รู้จักคิด  พวกเขากล้าทำร้ายฝูเอ้าจนย่ำแย่ปานนี้  หากพวกเราไม่ตอบโต้มัน  อนาคตข้างหน้า  พวกเราแก๊งขาวจะยังอยู่รอดในโรงเรียนแห่งนี้ได้อย่างไร?”  ชายผู้หนึ่งในห้องพลันไม่อาจควบคุมตนเองได้ เขาตบฝ่ามือลงบนโต๊ะและส่งเสียงร้องออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“ถูกต้อง  หัวหน้า  พวกเราไม่อาจปล่อยให้พี่ฝูเอ้าต้องเจ็บปวดกับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้”  เสียงของชายผู้นั้นเพิ่งดังขึ้น ผู้คนที่เหลือในห้องก็พากันเห็นด้วยและแสดงความต้องการแบบเดียวกัน

 

ชายผู้หนึ่งกำลังเอนกายพิงพนักขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุขภายในห้อง ฝ่ามือลูบไล้คางของตน  ดูจากลักษณะของเขาแล้ว มีเค้าหน้าคล้ายคลึงกับไป๋ซันอยู่บ้าง  เขาคงต้องเป็นหัวหน้าของแก๊งขาว, ญาติผู้พี่ของไป๋ซันและยอดยุทธ์อันดับที่สามสิบสี่ของทำเนียบยอดฝีมือ, ไป๋เฉิง

 

ไป๋เฉิงเพิกเฉยต่อผู้คนในห้องที่กำลังปลุกเร้าให้ลงมือเป็นหมู่คณะ  สายตาหยุดอยู่บนร่างมนุษย์ผู้หนึ่งที่ด้านซ้ายมือของตน  ในขณะนี้  ใบหน้าครึ่งซีกของเงาร่างมนุษย์ผู้นี้ถูกพันด้วยผ้าพันแผล  ดูจากครึ่งซีกของใบหน้าที่เหลืออยุ่  ย่อมมองเห็นตัวตนของคนผู้นี้ได้เลาๆ  เขาก็คือฝูเอ้าที่สิ้นสติไปตั้งแต่เซียวเอี๋ยนเหวี่ยงหมัดไร้ความปราณีเข้าใส่ใบหน้าของเขาในวันนี้

 

“ฝูเอ้า  อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไร?”  เห็นท่าทางย่ำแย่ของฝูเอ้า  ชายผู้นั้นเผลอมีใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาขณะเอ่ยปากสอบถาม

 

ขณะที่เขาเริ่มเอ่ยปากพูดขึ้นมา  เสียงหนวกหูในห้องพลันเงียบกริบลง  ทุกสายตาหันไปหยุดอยู่บนร่างของฝูเอ้า

 

“ข้าไม่มีอาการบาดเจ็บภายในร้ายแรงอันใด  อย่างไรก็ตาม  ข้าคงต้องใช้เวลาพักฟื้นสักสี่-ห้าวัน จึงจะหายสนิท”  น้ำเสียงที่ค่อนข้างเปลี่ยนไปดังออกมาจากปากของฝูเอ้าที่มีใบหน้าถูกพันไว้ครึ่งหนึ่ง

 

“เซียวเอี๋ยนผู้นั้นมีพลังเท่าไหร่?”  ไป๋เฉิงพยักหน้าน้อยๆ และหรี่สองตา  น้ำเสียงสงบสุขุมของเขาแฝงไว้ด้วยความดุร้ายเย็นชา

 

“กำลังของเขาก็แค่ต้าเต๋าซื่อห้าหรือหกดาวผู้หนึ่ง  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนเขาจะมีเคล็ดวิชาพิศดารบางอย่างใช้เพิ่มระดับพลังขึ้นมา  เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับเต๋าหลิงเลยทีเดียว  อีกอย่างหนึ่ง  เปลวไฟที่เขาใช้ก็มีอำนาจและแข็งแกร่งยิ่ง  การจู่โจมด้วยเคล็ดวิชาเต๋าผนวกกับอาวุธเต๋าชี่ที่ข้าใช้ออกไป  ล้วนถูกเปลวไฟแข็งแกร่งชุดนั้นสลายไป”  ความขุ่นเคืองใจฉายวูบขึ้นในดวงตาของฝูเอ้า  ความโกรธเกรี้ยวในน้ำเสียงของเขาก็ยิ่งเข้มขึ้น  “เดิมที  ข้าคงไม่พ่ายแพ้หมดรูปเช่นนี้  ทว่าใครจะคาดคิด  คนผู้นั้นกลับรู้จักวิชาคลื่นเสียงอย่างหนึ่ง  เขาถือโอกาสตอนที่ข้าไม่ทันป้องกัน  สั่นคลอนข้าจนข้าเหม่อลอย  แล้วก็ลงมือชกข้าคราวหนึ่งอย่างหนักหน่วงจนเป็นแบบนี้”

 

ไป๋เฉิงพยักหน้าน้อยๆ  เขาหันไปอีกด้านหนึ่ง  ไป๋ซันผู้มีใบหน้าเย็นชานั่งอยู่ตรงนั้น  อีกฝ่ายพยักหน้าเมื่อมองเห็นไป๋เฉิงกำลังจ้องมองมาและเอ่ยขึ้นเบาๆ  “ท่านพี่  เรื่องราวคร่าวๆ ก็เป็นไปตามที่พี่ฝูเอ้าเล่ามา  เซียวเอี๋ยนผู้นั้นมีทักษะยุทธ์เหล่านี้จริงๆ  อีกอย่างหนึ่ง  เขายังรู้จักเคล็ดวิชาเต๋าที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อีก  มันก็คือเปลวไฟลึกลับที่เขาเคยใช้ทำร้ายลั่วโหวคราวก่อน  ไม่ทราบเหตุใด  เขากลับไม่ได้ใช้มันออกมาในวันนี้”

 

“ข้าเองก็ได้ยินเคล็ดวิชาเพลิงบัวนั้นมาบ้างเหมือนกัน  มันแข็งแกร่งมากๆ ทว่าคงสิ้นเปลืองพลังมากมายเช่นกัน  ด้วยพลังของเซียวเอี๋ยน  เขาอาจจะสามารถใช้มันออกมาได้เพียงครั้งเดียว  หรือสองครั้ง  ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุด”  ไป๋เฉิงพยักหน้าและเอ่ยตอบ

 

“หัวหน้า  ครั้งนี้  ข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็เพราะข้าไม่รู้ข้อมูล  หากพวกเราต้องต่อสู้กับเขาในครั้งหน้า  ข้าต้องไม่แพ้อย่างแน่นอน!”  ฝูเอ้ากล่าวออกไปอย่างเคืองใจที่สุด

 

“เจ้ายังคิดว่าตนเองอับอายไม่พอหรืออย่างไร?”  ใบหน้าของไป๋เฉิงเคร่งขรึม  ฝ่ามือข้างหนึ่งตบลงบนโต๊ะดังปัง  เสียงก้องกังวานของเขาสั่นคลอนทุกคนในห้องจนไม่มีผู้ใดกล้าขัดจังหวะ

 

“หากเจ้าไม่ให้สัญญาบ้าๆ นั่นก่อนการต่อสู้ในวันนี้  ข้าก็คงจะพาเหล่าพี่น้องออกไปบดขยี้กลุ่มประตูหินนั่นและให้พวกมันยุบกลุ่มทันที  อย่างไรก็ตาม  เจ้า, เจ้าโง่ที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจนัก, กลับกล้าไปสัญญาเช่นนั้น  ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเซียวเอี๋ยนเคยเอาชนะลั่วโหวได้  บัดนี้  เมื่อคำสัญญานั้นเป็นที่เปิดเผยออกไปทั่วโรงเรียนแล้ว  ตอนนี้  หากเราออกไปหาเรื่องกับกลุ่มประตูหินนั้นอีก  พวกเราจะไม่กลายเป็นพวกปากสุนัขหรอกหรือ?  มีผู้คนมากมายในโรงเรียนส่วนในกำลังรอดูพวกเรา, กลุ่มแก๊งขาว สร้างความอับอายให้แก่ตนเอง”

 

“เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไร?  พวกเราไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ได้  หรือมิใช่?  หากเราทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงของพวกเรา, แก๊งขาว”  ฝูเอ้าได้แต่เบาเสียงลงเพราะคำตำหนิของไป๋เฉิงขณะเอ่ยตอบออกไปอย่างเจ็บใจ

 

ไป๋เฉิงยกถ้วยชาข้างตัวขึ้นมาจิบ  เขาเงยหน้าขึ้นและนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะค่อยๆ เอ่ยออกมา  “เจ้าไปสัญญากับเขาเอาไว้แล้ว  ว่าจะไม่ไปหาเรื่องกลุ่มประตูหินเป็นเวลาครึ่งปี  ดังนั้น  ในระหว่างนี้  สมาชิกของแก๊งขาวทุกคนควรจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวกเขา...”

 

“ท่านพี่  ท่านกำลังคิดที่จะปล่อยให้กลุ่มของเซียวเอี๋ยนลอยนวลไปอีกครึ่งปีหรือ?”  ไป๋ซันอดไมได้ที่จะเอ่ยถามออกมาพร้อมใบหน้าบูดบึ้งเมื่อได้ยินเช่นนี้

 

ไป๋เฉิงกำถ้วยชาในมือแน่นและครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้าออกมา  เขาเอ่ยเบาๆ  “ภายในเวลาครึ่งปี  พวกเขาคงไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้มากนัก  ถึงเวลานั้น  ข้าจะท้าประลองกับกลุ่มประตูหินด้วยตัวเอง”

 

“นี่จะไม่เสี่ยงเกินไปสักหน่อยหรือ?  ใครจะรู้ ว่าจะมีเหตุนอกเหนือความคาดหมายอันใดเกิดขึ้นอีกในครึ่งปีข้างหน้า?  เซียวเอี๋ยนผู้นั้นมิใช่คนที่จะคาดเดาได้ด้วยหลักการทั่วไป” ไป๋ซันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มลึก

 

“ใจเย็นไว้  ต่อให้พวกมันใช้เวลาทุกวันเข้าฝึกชี่ในหอฝึกชี่เพลิงฟ้า  พวกกมันก็จะเข้าถึงระดับต้าเต๋าซื่อขั้นสูงได้เป็นอย่างมาก  มิใช่เรื่องง่ายที่จะวิวัฒน์เข้าสู่ระดับเต๋าหลิง  ยิ่งไปกว่านั้น  ข้าเองก็ไม่โง่เหมือนฝูเอ้า  แม้ข้าจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในชัยชนะ  ข้าก็จะไม่ไปสัญญาสู้ตัวต่อตัว  ถึงเวลานั้น  แก๊งขาวทุกคนจะลงมือด้วยกัน  ข้าอยากจะเห็นนัก  ว่ากลุ่มประตูหินของมันยังจะยืนหยัดต้านรับไว้ได้หรือไม่”  ไป๋เฉิงโบกมือและกล่าว

 

“นี่...”  ไป๋ซันยังคงลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้  ระหว่างที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเซียวเอี๋ยนในป่า  เขาเคยเห็นเซียวเอี๋ยนสร้างปาฏิหารย์มาไม่น้อย  จนทำให้ผู้คนต้องพากันตกใจไม่รู้จบ  ดังนั้น เขาจึงเอาแต่เกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นอยู่ในใจ

 

“นี่เป็นเพียงแผนการเริ่มต้นเท่านั้น  พวกเราจะตัดสินใจใหม่อีกครั้งตามสภาพการณ์เมื่อถึงเวลานั้น  ส่งคนออกไปเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวทุกอย่างของกลุ่มประตูหินเอาไว้ ...”  เห็นว่าไป๋ซันยังคงมีความวุ่นวายใจอยู่  ไป๋เฉิงจึงได้แต่ส่ายศีรษะและเปลี่ยนคำพูด

 

“เอาล่ะ  นี่ก็สายมากแล้ว  ทุกคนควรแยกย้ายกันไปได้  พรุ่งนี้ข้าจะเข้าสู่หอฝึกชี่เพลิงฟ้าเพื่อฝึกชี่  บางทีอาจใช้เวลาสักห้า-หกวันจึงออกมา  ระหว่างนั้น เจ้า ฝูเอ้าและอีกสองคนจะรับผิดชอบทุกเรื่องราวภายในแก๊ง”  ไป๋เฉิงลุกขึ้นและออกคำสั่งเบาๆ

 

“ขอรับ”

...

เช้าวันถัดไป  ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มทอแสง  ไฟภายในหอพักนักเรียนใหม่กลับถูกจุดติดขึ้นมา  เงาร่างมนุษย์มากมายรุดออกจากห้องของตน  ในที่สุดมาเข้าแถวรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณด้านหน้าบ้านพักหลังเล็กของเซียวเอี๋ยนทั้งสี่คน

 

“แคร๊ก...”

 

ครู่ใหญ่ผ่านไป  ประตูบ้านหลังเล็กๆ ค่อยๆ ถูกผลักออก  เซียวเอี๋ยนทั้งสี่คนค่อยๆ เดินออกมา  พวกเขายืนอยู่หน้าประตูและจ้องมองบรรดาสมาชิกจิตใจฮึกเหิมของกลุ่มประตูหินผู้มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น  รอยยิ้มก็พลั้งเผลอปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสี่แล้ว  แม้สมาชิกทั้งหลายยังอ่อนแออยู่มากในขณะนี้  ศักยภาพของเขากลับมากมายไม่น้อย  ตราบใดที่พวกเขามีเวลาพอ  เซียวเอี๋ยนเชื่อว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็นยอดยุทธ์ที่แท้จริงผู้หหนึ่งในไม่ช้า

 

“ไปกันเถอะ”

 

เมื่อสมาชิกทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว  เซียวเอี๋ยนไม่เอ่ยคำพูดไร้ความจำเป็นใดๆ อีก  เขาโบกมือและออกเดินนำไปพร้อมๆ กับอู๋เฮ่า เซวี่ยนเอ๋อและหูเจีย  เดินตรงไปยังทางออกอย่างรวดเร็ว  นักเรียนใหม่กว่าสี่สิบคนติดตามไปอย่างใกล้ชิด

 

บนถนนที่มุ่งหน้าสู่หอฝึกชี่เพลิงฟ้า  นักเรียนที่กำลังเดินทางไปมาพากันจ้องมองคนกลุ่มใหญ่ที่เดินผ่านพวกเขาไปพร้อมเสียง ‘ฮูลา’  พวกเขาอดไม่ได้ที่จะตกใจเล็กน้อย  เมื่อบางคนมองเห็นสายตาแหลมคมของเซียวเอี๋ยนกับไม้บรรทัดซวนยักษ์บนแผ่นหลัง  เสียงประหลาดใจก็พลันดังขึ้น

 

“หือ?  นั่นมิใช่เซียวเอี๋ยนหรอกหรือ?”

 

“ฮ่าๆ  เขาดูหล่อเหลาไม่เลวเลยทีเดียว...”

 

“แม่นางน้อยสองคนที่ติดตามอยู่ข้างกายของเขาก็ดูงดงามยิ่ง  ฮี่ๆ  ข้าสงสัยเสียจริง  ใครจะโชคดีพอที่จะได้ใกล้ชิดกับพวกนาง...”

 

“คนพวกนี้คงเป็นนักเรียนใหม่กลุ่มประตูหินที่สร้างความวุ่นวายให้แก่โรงเรียนส่วนในเมื่อเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่?  ดูๆ ไปแล้วรัศมีของพวกเขาไม่เลวเลยทีเดียว”

 

“ข้าได้ยินมาว่าแม้แต่ฝูเอ้าจากแก๊งขาวก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่เซียวเอี๋ยนเมื่อวาน  ดูๆ แล้วคนผู้นี้มีความแข็งแกร่งอยู่บ้างจริงๆ”

 

“...”

 

เซียวเอี๋ยนผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงสนทนาส่วนตัวตามทางที่พวกเขาเดินผ่าน  บัดนี้กลุ่มประตูหินของพวกเขานับได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในโรงเรียนส่วนในแล้ว  อย่างไรก็ตาม กำลังของพวกเขาในขณะนี้และชื่อเสียงกลับไม่สมดุลกัน

 

เซียวเอี๋ยนส่ายศีรษะและไม่สนใจเสียงสนทนาของผู้คนรอบด้านที่กำลังพูดถึงเขาและกลุ่มประตูหิน  เขาส่งเสียงเร่งคราหนึ่ง ความเร็วของกลุ่มก็เพิ่มขึ้น  ครั้นแล้ว  พวกเขาหายลับไปจากสุดถนนสายนั้นพร้อมฝุ่นตลบ...

 

หลังจากเดินทางกันอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง  หอฝึกชี่เพลิงฟ้าที่โผล่ให้เห็นเพียงส่วนยอดจึงปรากฏสู่สายตาของพวกเขาในที่สุด  เมื่อผู้คนจากกลุ่มประตูหินมองเห็นหอคอยลึกลับประหลาดแห่งนี้  เสียงประหลาดใจดังขึ้นทีละคนๆ แล้ว

 

“พี่เซียวเอี๋ยน นี่คือหอฝึกชี่เพลิงฟ้าหรือ?  มันดูพิเศษอย่างยิ่ง  กลับฝังอยู่ใต้ดิน” เซวี่ยนเอ๋อจ้องมองหอคอยมหึมาและส่งเสียงหัวเราะอ่อนหวานออกมาเบาๆ ด้วยท่วงท่าน่ารักยิ่ง  ดึงดูดสายตาประหลาดใจมากมายจากชายหนุ่มที่กำลังเฝ้ารออยู่ในสถานที่แห่งนี้

 

“ใช่แล้ว”

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มแย้มพยักหน้า  เขานำทุกคนไปจับจองพื้นที่บริเวณหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ด้านหน้าจนเกินไปนัก  ตามกฏของโรงเรียนส่วนใน  หอฝึกชี่เพลิงฟ้าแห่งนี้มีเวลาปิด-เปิดที่แน่นอน  ดังนั้น  คณะของเซียวเอี๋ยนจึงได้แต่เฝ้ารอเวลาที่ประตูของหอคอยจะเปิดออกอย่างอดทน

 

เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป  คลื่นมนุษย์มากมายรอบด้านเริ่มหนาตาขึ้น  เสียงหนวกหูที่มาพร้อมๆ กับผู้คนที่รวมตัวกันเป็นเหตุให้ทุกผู้คนในกลุ่มประตูหินตกใจแล้ว  คาดไม่ถึงว่าโรงเรียนส่วนในจะมีจำนวนนักเรียนมากมายปานนี้  ทั้งๆ ที่เงื่อนไขในการเข้ามาเรียนที่นี่ได้นับว่าเข้มงวดนัก

 

บริเวณที่คณะของเซียวเอี๋ยนรอคอยอยู่นั้นย่อมเป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัย  หลายวันที่ผ่านมานี้  เซียวเอี๋ยนและเรื่องราวเกี่ยวแก่กลุ่มประตูหินได้กลายเป็นจุดสนใจของทั้งโรงเรียนส่วนใน  ยิ่งไปกว่านั้น  เรื่องที่เซียวเอี๋ยนสามารถเอาชนะฝูเอ้าและทำให้แก๊งขาวต้องล่าถอยกลับไปก็ยิ่งกระพือให้ข่าวต่างๆ แพร่หลายออกไปเร็วขึ้น

 

กลุ่มของเซียวเอี๋ยนนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างไม่สนใจเสียงหนวกหูกับสายตามากมายรอบด้าน

 

เวลาผ่านไปราวกับเม็ดทรายที่ไหลรอดผ่านนิ้วมือ  กว่ายี่สิบนาทีแล้วนับตั้งแต่เซียวเอี๋ยนมาถึง  มีคนกลุ่มหนึ่งแหวกตัวออกมาจากผู้คน  ครั้นแล้ว  พวกเขาค่อยๆ เดินตรงไปยังบริเวณที่คณะของเซียวเอี๋ยนนั่งอยู่

 

ขณะที่คนเหล่านี้เดินตรงไป  สายตารอบด้านพลันมาชุมนุมกันที่พวกเขา  เมื่อเห็นผู้ที่นำหน้าคนกลุ่มนี้  สายตาของพวกเขาก็รีบหันกลับไปยังบริเวณที่คณะของเซียวเอี๋ยนนั่งอยู่  ดวงตาเต็มไปด้วยความชอบใจที่กำลังจะได้เฝ้าดูเรื่องสนุก

 

บรรยากาศที่พลันประหลาดขึ้นมาทำให้เซียวเอี๋ยนลืมตา  เขาเงยศีรษะขึ้นและกวาดตามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามาหา และได้แต่ทำหน้าบูดบึ้งขึ้นมาเล็กน้อย

 

“หัวหน้า ระวังตัวด้วย คนผู้นั้นก็คือหัวหน้าแก๊งขาว, ไป๋เฉิง!”  อาไท่ที่นั่งอยู่ข้างเซียวเอี๋ยนมีสีหน้าเคร่งขรึมขณะรายงานแก่เขาเบาๆ

 

“ตกลง”

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเล็กน้อย  เขาโบกมือและสมาชิกกลุ่มประตูหินนับสิบๆ คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นต่างพากันลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเสียงดังเฟี้ยว  สายตามากมายจ้องมองคณะของไป๋เฉิงที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาเขม็ง

 

พริบตาเดียว  บรรยากาศด้านนอกหอฝึกชี่เพลิงฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมา

Comment

  • #3 ตี๋

    2017-07-19 18:44

    อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ว่าแล้วก็อยากถูก 180 ล้านกับเค้าบ้าง

  • #2 NoFearMia

    2017-07-19 04:47

    ท่านตี๋คิดว่าเหล่าจอมยุทธวันๆ ไม่ทำงานทำการจะเอาเงินที่ไหนมาใช้สุร่ยสุร่ายล่ะคร๊าบบบบบบบ ปล."เซี่ยวเอ้อไม่ต้องทอนข้าให้เจ้า" วรรคทองกันเลยทีเดียว...

  • #1 ตี๋

    2017-07-18 00:24

    ขอบคุณครับ

    มีพนันกันแน่ๆ จอมยุทธนี่ผีพนันชัดๆ

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ