Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากบ้านพัก มีถนนใหญ่เส้นหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี  สองฟากของถนนเส้นใหญ่สายนี้เป็นที่พักของนักเรียนใหม่คนอื่นๆ  แน่นอน เมื่อเทียบกับบ้านพักหลังเล็กๆ ของกลุ่มเซียวเอี๋ยนแล้ว ที่พักเหล่านี้ดูเรียบง่ายและหยาบกว่า  จากที่เห็น การดูแลที่พวกเขาได้รับ มิใช่สิ่งที่ทุกคนจะได้รับเสมอไป

 

ขณะนี้ ไม่มีเงาของนักเรียนใหม่อยู่บนถนนแม้แต่คนเดียว ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งหมดจะไปรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณทางเข้าออกแล้ว  คณะของเซียวเอี๋ยนทั้งสี่ไม่กล้าชักช้า ปลายเท้าของพวกเขาแตะลงบนพื้นเบาๆ และร่างกายของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นควันแสงหอบหนึ่งขณะเร่งรุดไปที่ปลายถนน

 

ราวสี่หรือห้านาทีต่อมา การเดินทางอย่างรวดเร็วของคนทั้งสี่ค่อยๆ ช้าลง  พวกเขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองปลายถนนสายกว้าง มองเห็นผู้คนกลุ่มใหญ่กำลังเบียดเสียดกันอยู่ที่บริเวณนั้น ส่งเสียงก่นด่าหนวกหูดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เซียวเอี๋ยนโบกมือและนำคนทั้งสามไป พวกเขาเดินใกล้เข้าไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น  เมื่อนักเรียนใหม่ที่รวมตัวกันอยู่รอบบริเวณนี้มองเห็นคณะของเซียวเอี๋ยนทั้งสี่ ใบหน้าของพวกเขาอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความยินดีปรีดาขึ้นมามากมาย  พวกเขาเพิ่งคิดจะส่งเสียงโห่ร้องดีใจออกมาเมื่อพลันถูกขัดจังหวะด้วยสัญญาณมือของเซียวเอี๋ยน  ทันใดนั้น พวกเขาก็รีบหุบปากของตน

 

คณะของเซียวเอี๋ยนทั้งสี่ยกสองมือขึ้นคำนับให้แก่นักเรียนใหม่และทักทายพวกเขา  สายตากวาดมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างผู้คนไปยังทางออก

 

ในขณะนี้ ตรงบริเวณปากทางเข้าออกของถนนใหญ่ถูกพวกนักเรียนรุ่นพี่เจ็ดแปดคนที่กลัดเข็มกลัดรูปหอทรงสูงอยู่บนหน้าอกปิดกั้นอยู่  ยังมีนักเรียนรุ่นพี่กลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมองความสนุกสนานอยู่บริเวณข้างหลัง  เห็นได้ชัด พวกเขารู้สึกสนุกอย่างยิ่งกับการได้เห็นนักเรียนใหม่กำลังถูกข่มเหง  นี่เป็นเพราะพวกเขาทุกคนล้วนเคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในอดีต

 

ด้านตรงข้ามของนักเรียนรุ่นพี่ทั้งแปดคนนั้นก็คืออาไท่ ผู้เพิ่งเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเซียวเอี๋ยนเมื่อครู่  ในขณะนี้ เขากำลังเป็นผู้นำพวกนักเรียนใหม่  สีหน้าของเขาเขียวคล้ำขณะเผชิญหน้าอยู่กับรุ่นพี่

 

“ไม่จำเป็นต้องฟังเรื่องไร้สาระใดๆ อีกแล้ว  เจ้าสารเลวน้อย ส่วยค่าคุ้มครองนักเรียนใหม่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของโรงเรียนส่วนในมาหลายปีดีดักแล้ว  พวกเราไม่ได้หยาบคายกับพวกเจ้าเลย  ดังนั้น ยอมเชื่อฟัง ส่งมอบมันออกมาแต่โดยดี  เสียทรัพย์ แต่สามารถช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากหายนะได้   อย่าบอกข้านะว่าเจ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้?” ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีอายุในราวยี่สิบห้าปียิ้มแย้มขณะจ้องมองใบหน้าเขียวคล้ำของอาไท่และพวกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม  เขาเอ่ยต่อไป “ทุกคน ส่งมอบพลังงานเพิ่งสองวันออกมาเสียโดยดี และข้าจะรับประกันว่าพวกเจ้าทุกคนจะปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองอยู่ในโรงเรียนส่วนใน  การค้าครั้งนี้ไว้ใจได้แน่นอน”

 

“ฮึ่ม อย่าคิดว่าพวกเรา, เหล่านักเรียนใหม่ ไม่รู้กฎเกณฑ์ เป็นความจริงที่ว่านักเรียนใหม่ควรจะจ่ายส่วยให้แก่รุ่นพี่  อย่างไรก็ตาม โรงเรียนส่วนในเองก็มีกฎอย่างไม่เป็นทางการที่ว่า นักเรียนใหม่จะส่งส่วยให้แก่พรรคต่างๆ อย่างมากไม่เกินสองพรรค  หลังจากจ่ายให้แก่พรรคสองพรรคแล้ว พรรคอื่นๆ ต้องไปเจรจากับพรรคทั้งสองกันเอง หากพวกเขายังคงต้องการพลังงานเพลิงที่ได้จากเราไป นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของเราอีกต่อไป” อาไท่ทำเสียงขึ้นจมูกเย็นชาและตอบอย่างโกรธเกรี้ยว  “อย่างไรก็ตาม  วันนี้ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงบัดนี้ มีกลุ่มพรรคต่างๆ ไม่น้อยกว่าห้าพรรคแล้วที่เดินทางมา  ยังจะมีพลังงานเพลิงอะไรที่พวกเราต้องจ่ายให้แก่ท่านอีก?”

 

“ฮี่ๆ นั่นอยู่ภายใต้เหตุการณ์ปกติ  ทว่าพวกเจ้า, นักเรียนใหม่ทุกคนในกลุ่มนี้ แข็งแกร่งนักมิใช่หรือ?  หลายปีที่ผ่านมา ข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีนักเรียนใหม่กลุ่มไหนสามารถเอาชนะรุ่นพี่และฉกชิงพลังงานเพลิงของพวกเขาในการแข่งล่าพลังงานเพลิงมาได้  ในเมื่อพวกเจ้าทุกคนพิเศษนักและไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใด กฏที่ใช้กับพวกเจ้าทุกคนก็ควรจะต้องพิเศษด้วย” ชายหนุ่มผู้นั้นอ้าปากและเอ่ยพร้อมยิ้มแย้ม

 

“ยิ่งไปกว่านั้น  ในขณะนี้ พวกเจ้าก็มิได้ยากจนข้นแค้นเฉกเช่นนักเรียนทั่วไป  พลังงานเพลิงบนตัวเจ้าอาจจะมากกว่านักเรียนรุ่นพี่แทบทุกคน”

 

“ท่านกำลังพูดจาไร้สาระ  พวกเราบอกไปแล้วว่าเราจะไม่มอบพลังงานเพลิงให้อีกแม้แต่วันเดียว  ไม่ว่าพวกเราจะมีพลังงานเพลิงอยู่ในมือหรือไม่ก็ตาม  พวกท่านทุกคนลืมไปได้เลย” ใบหน้าของอาไท่เขียวคล้ำขณะโต้เถียงออกไปอย่างเกรี้ยวกราด  ที่ด้านหลัง ใบหน้าของนักเรียนหลายคนก็กำลังโกรธเกรี้ยวอยู่เช่นกัน  การขูดรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ทำให้พวกเขาเดือดดาลแล้ว

 

“ฮี่ๆ  ก็ได้  ดีมาก... พวกเจ้าสมกับที่เป็นพวกกระดูกแข็ง” ได้ยินดังนี้ นักเรียนรุ่นพี่ผู้นั้นได้แต่หัวเราะเย็นชาออกมา  เขาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีชั่วร้ายยิ่ง “เจ้าเด็กน้อย พวกเจ้าไม่ควรจะลืมว่าที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนส่วนนอก  นอกจากสนามประลองของโรงเรียนแล้ว แม้ไม่อาจเอาชีวิตของผู้คนในส่วนอื่นๆ ของโรงเรียนได้  อย่างไรก็ตาม ยามเมื่อซ้อมมือกัน ใครๆ ก็อาจจะต้องบาดเจ็บได้บ้าง หรือมิใช่?”

 

“หากเจ้าไม่จ่ายพวกเราในวันนี้  ข้าก็ไม่กล้าจะรับประกันหรอกนะว่าพวกเจ้าจะได้รับความอยุติธรรมอะไรบ้างเมื่อออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว  หนุ่มสาวไม่ควรทำอะไรตามอารมณ์และก็ไม่ควรใจร้อน”

 

“เจ้า...” เห็นรอยยิ้มชั่วร้ายของชายหนุ่มผู้นั้น ไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในหัวใจของพวกเขาอีกคราหนึ่ง  ดวงตาของพวกเขาลุกเป็นไฟ

 

“ไม่จำเป็นต้องรับประกันหรอก  นักเรียนใหม่ไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังงานเพลิงให้ท่านอีกแม้สักครึ่งวัน  ศิษย์พี่ท่านนี้ โปรดกลับไปยังที่ๆ ท่านจากมาเสียเถิด” เสียงหัวเราะเย็นชาเบาๆ พลันดังขึ้นจากภายในกลุ่มของนักเรียนใหม่

 

“ใครกัน ช่างกล้านัก?”

 

สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำและเคร่งขรึมขึ้นในทันที  สายตาเย็นชากวาดมองกลุ่มนักเรียนใหม่ และหมัดของเขาก็บิดวูบเล็กน้อย  เขากล่าวเสียงเย็นชา “นักเรียนใหม่พวกนี้ช่างไม่ผิดไปจากที่คนอื่นๆ เขาพูดกัน  ความยโสโอหังของพวกมันไม่รู้จบรู้สิ้นเสียจริงๆ  ดูเหมือนว่า ในฐานะรุ่นพี่ คงเป็นหน้าที่ของข้าในอันที่จะสั่งสอนพวกเจ้าทุกคนว่าโรงเรียนส่วนในนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร”

 

“เคะๆ ยังไงก็ได้  หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะขอลิ้มรสคำสั่งสอนของศิษย์พี่เสียหน่อย”  เสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้นมาอีกคราหนึ่ง  ทันใดนั้น กลุ่มนักเรียนใหม่แยกตัวออกจากกัน เปิดเป็นทางเดินเล็กๆ  เงาร่างมนุษย์สี่คนค่อยๆ เดินออกมา

 

“รุ่นพี่เซียวเอี๋ยน!”

 

เห็นการปรากฏตัวของคนทั้งสี่ เสียงไชโยโห่ร้องดังลั่นขึ้นจากกลุ่มนักเรียนใหม่ในทันที  หลังประสบความสำเร็จจากการแข่งล่าพลังงานเพลิงมาแล้ว ชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยนภายในหัวใจของพวกนักเรียนใหม่ก็สูงส่งมากแล้ว

 

“เซียวเอี๋ยน?  เขาก็คือเซียวเอี๋ยนผู้เอาชนะลั่วโหวได้หรือ?” ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีรอบด้าน นักเรียนรุ่นพี่บางคนที่กำลังจับตามองความสนุกจากบนถนนใหญ่อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงพูดกระหืดกระหอบออกมาด้วยความประหลาดใจ  สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยแปลกใจขณะจ้องมองเด็กหนุ่มในชุดสีดำ

 

“เจ้าคือเซียวเอี๋ยน?”

 

เห็นอารมณ์ของพวกนักเรียนใหม่ที่พลันพุ่งพรวดขึ้นมา สีหน้าของพวกรุ่นพี่ที่กำลังปิดกั้นทางเข้าออกอยู่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน  เห็นได้ชัด พวกเขาค่อนข้างหวาดกลัวชื่อเสียงของเซียวเอี๋ยน  ไม่ว่าอย่างไร ลั่วโหวนับว่าเป็นนักเรียนระดับต้นๆ หนึ่งในร้อยลำดับแรกของทั่วทั้งโรงเรียนส่วนใน  อย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งลั่วโหวก็เคยก้าวขึ้นไปอยู่ในทำเนียบยอดฝีมือ  แม้จะอาศัยโชคช่วยอยู่บ้าง และสามารถยืนหยัดอยู่ในทำเนียบยอดฝีมือได้แค่สามวัน  ทว่าการที่สามารถเอื้อมขึ้นไปถึงระดับนั้นได้ ปกติย่อมแสดงถึงพลังที่โดดเด่นของเขา  แต่กระนั้น แม้แต่ยอดยุทธ์ผู้นี้ก็ยังถูกกำราบลงด้วยน้ำมือของเซียวเอี๋ยน  ดังนั้น รุ่นพี่จากโรงเรียนส่วนในบางคนย่อมมีความหวาดกลัวเซียวเอี๋ยนอยู่บ้าง

 

เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองชายหนุ่มผู้มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา เขายืนกอดอกขณะกล่าวพร้อมยิ้มแย้ม “ข้าคือเซียวเอี๋ยน โปรดบอกข้ามาเถิด ศิษย์พี่มีข้อแนะนำอันใดบ้าง?”

 

“เจ้าคิดจะทำตัวเด่นหรืออย่างไร?  แม้เจ้าจะสามารถเอาชนะลั่วโหวได้ เจ้าก็ควรจะรู้ดีว่ายังมียอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าลั่วโหวอยู่ในโรงเรียนส่วนในนี้อีกเป็นจำนวนมากมายนัก!”  ชายหนุ่มผู้นั้นไม่อยากเสียหน้าและล่าถอยไปในท่ามกลางสาธารณชน  ในขณะนี้เขาจึงได้แต่ทำคอแข็งและทำเสียงขึ้นจมูกเย็นชา

 

“พวกเรานักเรียนใหม่ไม่มีเจตนาที่จะทำตัวกร่าง  ในการแข่งล่าพลังงานเพลิงนั้น ก็แค่เพราะว่าการกระทำของรุ่นพี่หลายท่านออกจะสุดโต่งเกินไป... พวกเราเข้าใจดีว่า ในฐานะผู้มาใหม่ พวกเราควรจะรู้จักนอบน้อมบ้าง  นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับผู้มาใหม่ในอันที่จะทำตัว