Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

“แอ๊ด”

 

เสียงประตูไม้บานหนึ่งค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก แดดลำหนึ่งพุ่งผ่านเข้าไปตามช่องประตูและสาดส่องเข้าไป ในที่สุดเกิดเป็นลำแสงเล็กๆ ทอดตัวยาวลงไปบนพื้น

 

เมื่อประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเต็มที่ ลำแสงขยายใหญ่กว้างขึ้น ทันใดนั้น เงามนุษย์หลายคน, ที่ทอดยาวลงมาจนเกินขนาดจริงเพราะแสงอาทิตย์ด้านหลัง ก็เคลื่อนเข้ามาด้วยเช่นกัน  ผู้ที่นำหน้าอยู่เป็นชายสูงวัยผู้หนึ่ง เขากวาดตามองห้องโถงกว้างใหญ่ของบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งพร้อมยิ้มแย้มและกล่าว “เซียวเอี๋ยน ที่นี่จะเป็นบ้านพักสำหรับพวกเจ้าทั้งสี่นับจากนี้ไป”

 

“พวกเราทั้งสี่?”

 

ได้ยินดังนี้ หูเจียผู้เดินตามมาข้างหลังอดไม่ได้ที่จะสะดุ้ง นางพลันเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงงุนงง “ผู้เฒ่าซู อย่าบอกข้านะว่าท่านคิดจะให้เซวี่ยนเอ๋อและข้า, เด็กผู้หญิงสองคนพักอาศัยอยู่กับชายร่างใหญ่สองคนนี้?”

 

“เคะๆ หูเจีย แม่หนูน้อย บ้านพักหลังนี้กว้างขวางใหญ่โตพอควร และยังมีห้องอยู่หลายห้อง ไม่ใช่ว่าเราจะขอให้เจ้านอนร่วมห้องกับพวกผู้ชายเสียหน่อย เจ้าจะวิตกกังวลไปทำไม?” ผู้เฒ่าซูยิ้มและส่ายศีรษะ สายตากวาดมองคนทั้งสี่ขณะกล่าวสืบไป “อ้อ จริงสิ พวกเจ้ายังมีเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งใช่หรือไม่?”

 

“เอ่อ...” เซียวเอี๋ยนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของผู้เฒ่าซู เขายักสองไหล่ ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี

 

“เขาหนีไป... เขาเห็นกำลังที่กล้าแข็งของกลุ่มปีศาจดำ แล้วเขาก็ทิ้งพวกเราและหลบหนีไปตามลำพัง” หูเจียแบสองมือและหัวเราะเสียงเย็น นางไม่กังวลเช่นที่เซียวเอี๋ยนเป็น คำพูดของนางไม่ไว้หน้าไป๋ซันแม้แต่น้อย เห็นได้ชัด การกระทำของไป๋ซันที่ละทิ้งเพื่อนร่วมคณะของเขาและหลบหนีไปตามลำพังทำให้นางดูแคลนเขาเป็นอันมาก

 

“หนีไป? ช่างเป็นคนที่มีสายตาสั้นนัก” ผู้เฒ่าซูเองก็งุนงง เขาพลันส่ายศีรษะและเอ่ยออกมาพร้อมยิ้มบาง

 

“ในอนาคตข้างหน้า พวกเจ้าทั้งสี่จะเป็นนักเรียนของโรงเรียนส่วนใน ข้าจะขอเตือนพวกเจ้าไว้อย่างหนึ่ง นอกเสียจากว่าพลังของเจ้าจะแข็งแกร่งยอดเยี่ยม มันจะไม่เป็นการง่ายเลยที่จะอาศัยอยู่ในโรงเรียนส่วนในตามลำพัง ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุน นักเรียนรุ่นพี่ทุกคนในโรงเรียนส่วนในถูกแบ่งเป็นกลุ่มเป็นเขตแดน ข้าคิดว่าเจ้าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ในไม่ช้า” ผู้เฒ่าซูแสดงความคิดเห็น

 

“โรงเรียนส่วนในมีเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือ? เหตุใดพวกท่านจึงไม่หยุดเรื่องเช่นนี้ไว้?” หูเจียขมวดสองคิ้วมุ่นและเอ่ยถาม

 

“เคะๆ  ทำไมพวกเราต้องหยุดมันไว้ด้วยเล่า?  การแข่งขันเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเราโรงเรียนส่วนในต้องการ  หากเจ้าไม่อยากถูกระราน เจ้าก็ต้องพยายามเพิ่มพลังของตนให้มาก  ไม่เช่นนั้น ก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องมาพูดกัน... ความแข็งแกร่งคือความนับถือ  สิ่งนี้เป็นท่วงทำนองของโลกใบนี้  พวกเราไม่ต้องการให้โรงเรียนส่วนในกลายเป็นหอคอยงาช้างที่ซึ่งทุกคนสบายใจไร้กังวล  นี่เป็นเพราะว่า สิ่งแวดล้อมเช่นนั้นย่อมไม่อาจสร้างผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้” ผู้เฒ่าซูเอ่ยตอบเบาๆ

 

หูเจียอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากของนางเมื่อได้ยินคำอธิบายจากผู้เฒ่าซู  เซียวเอี๋ยนและอู๋เฮ่าพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย  พวกเขาเคยเผชิญกับสถานการณ์จริงมาแล้วและเข้าใจชัดเจนดีว่าสิ่งแวดล้อมแบบใดที่จะสามารถหล่อหลอมยอดยุทธ์ที่แท้จริงผู้หนึ่งได้

 

“เพราะฉะนั้น การให้พวกเจ้าอาศัยอยู่ด้วยกัน ก็เพราะพวกเราต้องการให้พวกเจ้าสร้างกลุ่มขึ้นมา  ในการแข่งล่าพลังงานเพลิง เจ้าทุกคนก็น่าจะได้เข้าใจแล้วว่าพลังของกลุ่มนั้นสามารถสร้างพลังที่น่าสะพรึงกลัวได้เพียงใด หรือมิใช่?” ผู้เฒ่าซูกล่าวกลั้วยิ้ม  “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าหวังว่าพวกเจ้าทั้งสี่คนจะสามารถผ่านพ้นวันเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน  และกลายเป็นกลุ่มที่ไม่ทอดทิ้งกัน  หากพวกเจ้าทุกคนทำได้ ชีวิตในโรงเรียนส่วนในของพวกเจ้าก็จะสบายขึ้นบ้าง  ไม่ว่ากรณีใด พลังของคนๆ เดียวย่อมไม่อาจเทียบได้กับพลังของหมู่คณะ  จริงหรือไม่?”

 

“ข้าไม่มีปัญหา  ข้าไม่ค้ดค้านในความแข็งแกร่งของเซียวเอี๋ยน” อู๋เฮ่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าน้อยๆ และเอ่ยออกมาเบาๆ

 

เซวี่ยนเอ๋อหัวเราะเบาๆ  นางย่อมไม่ปฏิเสธเช่นกัน หากจะได้อยู่เคียงข้างเซียวเอี๋ยน

 

“อา ก็ได้ๆ  แม้ข้าไม่อยากยอมรับ ทว่าการติดตามเจ้าคนผู้นี้ช่วยให้ข้ารู้สึกปลอดภัยขึ้นมากจริงๆ” หูเจียแบมือ  ได้แต่พยักหน้าและส่งเสียงตอบ

 

“พวกเจ้าทุกคนไว้ใจข้า...”

 

เซียวเอี๋ยนได้แต่หัวเราะเจื่อนออกมาเมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน  แม้สีหน้าจะเป็นเช่นนี้ กลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจของเขา  เขาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมาตลอดสามปีแห่งการฝึกตน  บางทีอาจจะเป็นเพราะนิสัยเผด็จการของเขา  ทว่าเขาเคยชินกับการเผชิญปัญหาตามลำพัง  อย่างไรก็ตาม มองเห็นท่าทางที่อู๋เฮ่าและพวกทั้งสองส่งมอบอำนาจของกลุ่มมาให้  ไม่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการแสดงความไว้วางใจและการยอมรับ  ความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่เซียวเอี๋ยนไม่เคยได้รับในขณะที่ต้องฝึกตนตามลำพังในอดีตที่ผ่านมา

 

“เคะๆ เป็นการดีที่สุด  หากพวกเจ้าเป็นเช่นนี้” ผู้เฒ่าซูพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นคนทั้งสี่ร่วมมือกันสร้างกลุ่มขึ้นมาอย่างไม่ลังเล  เขาโบกมือและกล่าว “เอาล่ะ นี่ก็สายไม่น้อยแล้ว พวกเจ้าไปจัดแจงห้องพักของตนให้เรียบร้อยและพักผ่อนสักคืนหนึ่งก่อน  นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทุกคนสามารถออกไปสำรวจรอบๆ โรงเรียนเจียหนันได้ตามใจชอบ  ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้คงไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”

 

“ไม่มีหลักสูตรฝึกยุทธ์หรือว่าชั้นเรียนหรือ?” หูเจียรีบเอ่ยถามออกไปเมื่อได้ยินเช่นนี้

 

“โรงเรียนส่วนในไม่จำเป็นต้องมีของพวกนั้น  ตราบใดที่เจ้ามีพลังงานเพลิงเพียงพอ เจ้าก็จะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่หอฝึกชี่เพลิงฟ้า  การฝึกในสถานที่แห่งนั้นจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าหลักสูตรการฝึกชี่ใดๆ  อ้อ จริงสิ  ข้าเกือบจะลืมไป  ในแต่ละอาทิตย์ ทางโรงเรียนจะจัดระเบียบการเข้าสู่หอฝึกชี่เพลิงฟ้าครั้งหนึ่ง  หากเจ้าต้องการจะพูดถึงเรื่องหลักสูตร นั่นก็นับว่าใช้ได้...”

 

ผู้เฒ่าซูหัวเราะเบาๆ และเอ่ย “อีกประการหนึ่ง โรงเรียนส่วนในก็มีหอฝึกเคล็ดวิชาเต๋าแห่งหนึ่ง หอฝึกเคล็ดวิถีชี่แห่งหนึ่ง และยังมีสถานที่อื่นๆ อีก  หากพวกเจ้าต้องการหาเคล็ดวิชาเต๋าหรือเคล็ดวิถีชี่ เจ้าก็ไปที่นั่นได้  แน่นอน นี่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พวกเจ้ามี “พลังงานเพลิง” เพียงพอที่จะแลกของเหล่านั้นได้  เทียบกับโรงเรียนส่วนนอกแล้ว ที่นี่มีอิสรเสรีมากกว่าไม่น้อย”

 

“หากพวกเจ้ารู้สึกว่ามีพลังงานเพลิงไม่เพียงพอและรู้สึกคันไม้คันมือ พวกเจ้าก็สามารถไปที่สนามประลองเพื่อหาพลังงานเพลิงได้  แน่นอน ทั้งนี้ย่อมอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พวกเจ้ามีความแข็งแกร่งพอ  ไม่เช่นนั้น เจ้าก็จะต้องหมดตัว”

 

เซียวเอี๋ยนและพวกทั้งสามพยักหน้าแสดงความเข้าใจ

 

“หากเจ้าไม่มีคำถามอื่นๆ อีก ก็ไปพักผ่อนเสียเถอะ  หากมีปัญหาเพิ่มเติม พวกเจ้าก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ” ผู้เฒ่าซูโบกมือให้แก่คนทั้งสี่  เขาหมุนตัวและเดินจากไป  ในที่สุดหายลับไปจากสายตาของเซียวเอี๋ยนทั้งสี่

 

จ้องมองผู้เฒ่าซูจากไป เซียวเอี๋ยนพลันปรบมือและยิ้มให้แก่เซวี่ยนเอ๋อและพวกทั้งสอง “มาแบ่งเรื่องห้องกันก่อนเถอะ สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นบ้านพักระยะยาวสำหรับพวกเราในอนาคตข้างหน้านี้”

 

“ตกลง” เซวี่ยนเอ๋อและพวกทั้งสองยิ้มแย้มพยักหน้า  พวกเขาแยกย้ายกันออกไป  แต่ละคนไปมองหาห้องของตน

 

จันทร์สีเงินลอยสูงเด่นอยู่บนฟ้ากว้างเมื่อยามราตรีเข้ามาเยือน แสงจันทร์นวลตากระจ่างอยู่บนฟากฟ้า โอบอุ้มลุ่มน้ำขนาดใหญ่เอาไว้ภายใน

 

ภายในห้องพักอันเงียบสงบ เซียวเอี๋ยนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สองมือก่อผนึก ติดตามด้วยลมหายใจที่โคจร ระลอกพลังงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเริ่มแหวกว่ายขึ้นมาในอากาศ  ในที่สุด มันเคลื่อนไปตามลมหายใจและเข้าสู่ร่างของเซียวเอี๋ยนไม่หยุดหย่อน

 

ถัดจากเซียวเอี๋ยน งูน้อยสีรุ้งตัวหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ  ร่างเล็กๆ ของมันกำลังขยับไปมาเป็นจังหวะประหลาด  อากาศรอบตัวของมันก็เริ่มผันผวน  ริ้วพลังงานที่แข็งแกร่งกว่าของเซียวเอี๋ยนนับสิบเท่าถูกผลักดันเข้าสู่ร่างเล็กๆ นั้น  น่าแปลกตรงที่ว่า นอกจากมีพลังงานจำนวนมากมายกับงูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย ราวกับการโยนหินก้อนเล็กๆ ไม่กี่ก้อนลงไปในหุบเหวลึกไร้ที่สิ้นสุด ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้อีก

 

การฝึกเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องไปราวชั่วโมงหนึ่ง กลุ่มพลังงานที่ลอยตัวอยู่จึงค่อยๆ เลือนหายไป ขนตาของเซียวเอี๋ยนกระพริบเล็กน้อย ครู่ต่อมา เขาลืมตาขึ้น และผ่อนลมหายใจขับไล่อากาศเสียที่คงค้างอยู่ในอกออกมา

 

“ในที่สุดข้าก็ฟื้นตัวแล้ว เพลิงบัวยูไรพิโรธนี้ช่างสิ้นเปลืองพลังงานเกินไป... อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ที่กินเวลายาวนานเกือบเป็นอาทิตย์ในป่าก็เป็นประโยชน์ต่อข้าไม่น้อย” เซียวเอี๋ยนพึมพำเบาๆ  ในขณะนี้ ใบหน้าที่เคยซีดขาวกลับระบายด้วยสีเลือดฝาดอีกครั้งหนึ่ง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นมีสีหยกอบอุ่นบางๆ ชั้นหนึ่งเคลือบอยู่ แลดูน่าประหลาดยิ่ง

 

ไม่นานหลังการฝึกชี่ของเซียวเอี๋ยนสิ้นสุดลง พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งก็เสร็จสิ้นการฝึกของตนเช่นกัน  มันยื่นลิ้นออกมาและส่งเสียงฮิสๆ ใส่เซียวเอี๋ยน  เห็นเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายได้แต่ส่ายศีรษะ  เขาได้แต่ล้วงเอาสารสกัดเข้มข้นแรกกำเนิดของสิงห์บินสีอาเมทิสต์ออกมาขวดหนึ่งและหยดใส่ปากของมันสองสามหยด  ครั้นแล้ว มันแกว่งหางไปมาอย่างเริงร่าไร้กังวล และจึงกลับเข้าไปในแขนเสื้อของเซียวเอี๋ยน

 

“เจ้าตัวน้อยจอมตะกละ...” มือข้างหนึ่งของเซียวเอี๋ยนลูบไล้พญางูกลืนกินสรวงสวรรค์สีรุ้งที่พันตัวอยู่รอบแขนของเขา  เขาหัวเราะขื่นออกมา กำลังคิดที่จะพูดอะไรต่อไปเมื่อแหวนสีดำบนนิ้วพลันสั่นเทาขึ้นมา  ร่างพร่าเลือนสูงวัยของเหยาเหลาก็เริ่มลอยออกมาช้าๆ

 

“อาจารย์? เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านค้นพบเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์หรือไม่” เซียวเอี๋ยนสดชื่นขึ้นเมื่อได้เห็นการปรากฏตัวของเหยาเหลาและรีบสอบถามออกไปเบาๆ

 

“นี่ ข้ายังไม่พบ...”

 

เหยาเหลายิ้ม สายตากวาดมองรอบตัว  เห็นสีหน้าผิดหวังของเซียวเอี๋ยน เขาหัวเราะเบาๆ “อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าข้าไม่พบอะไรเลย  หลังจากที่เจ้าได้เข้ามาสู่โรงเรียนส่วนในนี้แล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงรังสีที่ไม่ธรรมดาอยู่เล็กน้อย  อย่างไรก็ตาม โรงเรียนส่วนในนี้เป็นแกนหลักของโรงเรียนเจียหนัน  มีผู้เยี่ยมยุทธ์อยู่มากมาย  ดังนั้น ข้าจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรมากเกินไป”

 

“รังสีที่ไม่ธรรมดาหรือ?” เซียวเอี๋ยนงุนงงเล็กน้อย เ ขากล่าวอย่างประหลาดใจ “สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์หรือ?”

 

“น่าจะเป็นเช่นนั้น ... ภายในโรงเรียนส่วนในนี้ อาจจะมีสิ่งที่เจ้ากำลังต้องการอยู่จริงๆ ก็ได้” เหยาเหลานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้า  เขากล่าว “ตามที่ข้าตรวจสอบมา สถานที่ที่ปลดปล่อยรังสีประหลาดนี้ออกมาดูเหมือนจะอยู่ทางทิศเหนือของโรงเรียนส่วนใน  หากเจ้ามีเวลา พรุ่งนี้ก็ลองไปสำรวจดูทางด้านนั้น  พวกเราอาจจะได้พบเงื่อนงำบางอย่างก็เป็นได้”

 

เซียวเอี๋ยนรีบพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนี้  หากพบร่องรอยสักอย่าง ก็ย่อมจะเป็นการดี  สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด ก็คือการที่ไม่ได้รับข่าวสารอะไรเกี่ยวแก่เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย หลังจากที่ลงทุนลงแรงมากมายเพื่อเข้าสู่โรงเรียนส่วนในแห่งนี้ได้อย่างยากลำบาก

Comment

  • #3 ตี๋

    2017-06-13 00:59

    ขอบคุณครับ

    สรุปว่าเป้าหมายการมาโรงเรียนเพื่อตบทรัพย์ใช่ไหม

  • #2 NoFearMia

    2017-06-12 04:40

    พูดถึงลานประลองทำไม เดี๋ยวก็มีคนเสียทรัพย์จนได้ซิ ลุ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

  • #1 viruskei

    2017-06-11 19:29

    พาร์ทนี้เหมือนได้พักผ่อนกันสักที

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ