Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

ภายในผืนป่าที่เตียนโล่ง เงาร่างมนุษย์ทั้งหกทะลวงฝ่าอากาศออกไปด้วยท่วงท่าราวกับสายฟ้าฟาด พริบตาเดียว พวกเขาปะทะกันที่บริเวณกลางลานว่างนั้น เต๋าชี่กระเพื่อมออกมาราวกับภูเขาไฟที่กำลังระเบิดตัวออกมา กระจายออกไปเต็มอากาศ ขณะที่เต๋าชี่เหล่านั้นปะทะกัน  พวกมันก่อเต๋าชี่ลมแข็งแกร่งสายหนึ่งขึ้นมา กระทั่งกวาดเอาใบไม้แห้งทั้งหมดบนพื้นออกไป!

 

คู่ต่อสู้ของเซียวเอี๋ยนเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อซู่เซียว รูปร่างของเขาอาจจะดูบอบบางและอ่อนแอที่สุดในบรรดาหัวหน้ากลุ่มทั้งสาม อย่างไรก็ตาม ดูจากการพูดคุยเมื่อครู่ เซียวเอี๋ยนล่วงรู้ว่าคนผู้นี้คงจะแข็งแกร่งกว่าพรรคพวกอีกสองคนอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้น ด้วยบุคลิกเย่อหยิ่งที่เหลิ่งป้ายและซิวเอี้ยนแสดงออกมา พวกเขาคงไม่สนใจกับคำพูดของซู่เซียวเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม เมื่อครู่นี้คนทั้งสองไม่มีทีท่าคัดค้านข้อเสนอแนะมากมายของซู่เซียว ราวกับว่าซู่เซียวเป็นหัวหน้าของพวกเขา

 

“ชี่!”

 

ไม้บรรทัดซวนยักษ์ตัดผ่านอากาศ มันนำพากลุ่มเงาสีดำพร้อมแรงลมกดดันมหาศาลราวกับมีภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งกดทับลงไปในขณะที่ฟาดเข้าใส่ซู่เซียวซึ่งเพิ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างหนักหน่วง

 

ไม้บรรทัดขนาดยักษ์อยู่ห่างจากศีรษะของซู่เซียวราวครึ่งฟุต ร่างกายของอีกฝ่ายขยับเบาๆ ถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งราวกับใบไม้ที่ถูกสายลมบางเบาช้อนขึ้นมา ไม้บรรทัดซวนยักษ์เพียงนำพาพลังของมันเฉียดผ่านร่างของซู่เซียวไปราวครึ่งนิ้วเท่านั้น ลมที่ประจุอยู่ภายในกระบวนท่าพัดพาเส้นผมของซู่เซียวจนปลิวสูงขึ้นมาทั้งหมด

 

“เป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่ง” ซู่เซียวยิ้มและกล่าวหลังจากหลบหลีกการโจมตีจากไม้บรรทัดของเซียวเอี๋ยนไปได้อย่างเฉียดฉิว สองเท้าของเขาพลันกดลงบนพื้น ร่างกายราวกับไร้น้ำหนักในขณะที่พุ่งตัวไสไปด้านหน้า เขาล่อหลอกเข้าใกล้เซียวเอี๋ยนในพริบตา และมีดสั้นสีดำสองเล่มที่มีขนาดยาวราวสองนิ้วก็พลันพุ่งยิงออกจากชายแขนเสื้อเข้าสู่ฝ่ามือของซู่เซียวอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น สองมือของเขาเริงร่ายราวกับกังหันลม มีดสั้นสองเล่มสร้างเป็นภาพติดตามมากมาย ปลายมีดบังเกิดลมหมุนบางเบา พวกมันจ้วงแทงเข้าใส่ลำตัวของเซียวเอี๋ยนตรงๆ ด้วยลักษณะที่แพรวพราวยิ่งนัก

 

การโจมตีด้วยมีดสั้นที่ร่ายรำทั้งสองเล่มของซู่เซียวมีความเร็วจนน่าตกใจไม่น้อย ในแง่ของความเร็วในการโจมตี เซียวเอี๋ยนยอมรับว่าเขาไม่อาจทำได้รวดเร็วปานนี้ เขาอาจจะไม่มีความเร็วปานนี้ ทว่าก็ไม่เป็นการยากเกินไปที่จะปิดป้องมัน ขนาดของไม้บรรทัดซวนยักษ์อาจจะทั้งใหญ่และหนัก ทว่ามันก็มีประโยชน์ซึ่งยากจะซุกซ่อนไว้ได้

 

เมื่อไม้บรรทัดซวนยักษ์ถูกชักกลับ มันพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเซียวเอี๋ยนราวกับโล่ใบหนึ่ง ท่วงท่าโจมตีด้วยมีดสั้นที่ร่ายรำเข้ามาไม่รู้จบล้วนดิ่งลงบนตัวไม้บรรทัด ได้ยินเสียงแคร๊งดังต่อเนื่องและได้แต่เห็นประกายไฟกระเด็นออกไปทุกทิศทาง เพียงไม่กี่อึดใจ ซู่เซียวร่ายรำดาบสั้นของเขาออกไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบหรือสามสิบครั้งด้วยท่วงท่าที่ดูราวกับบ้าคลั่งและดุร้าย อย่างไรก็ตาม ดาบสั้นที่รุนแรงและรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงกับปราการป้องกันซึ่งไม่ยอมให้มีสิ่งใดลอดผ่านเข้าไปได้เช่นไม้บรรทัดยักษ์ของเซียวเอี๋ยน!

 

พิจารณาจากลมหมุนบางเบาที่ห่อหุ้มอยู่รอบกายของซู่เซียว ดูท่าว่าเต๋าชี่ที่เขาฝึกมาคงเป็นธาตุลมที่คล่องแคล่วว่องไว ดังนั้น ความเร็วและความคล่องตัวของเขาจึงน่าตกใจโดยแท้ เมื่อเห็นว่าระลอกการโจมตีที่รุนแรงของตนไม่สำเร็จ ซู่เซียวไม่ยอมล่าถอยเพียงเพราะผลลัพธ์เช่นนี้ ตรงกันข้าม เขาอาศัยความคล่องแคล่วราวกับใบไม้ที่ล่องลอยอยู่ในสายลมพุ่งตัววูบวาบไปมารอบกายของเซียวเอี๋ยน มีดสั้นในมือถูกวาดเป็นเสี้ยวโค้งเย็นชาในบางครั้ง มันพุ่งตัวเข้าใส่ช่องโหว่ที่เซียวเอี๋ยนเผยให้เห็นเป็นบางขณะ ในหัวใจ เขารู้ดีว่าไม้บรรทัดซวนยักษ์ในมือของเซียวเอี๋ยนนั้นมีพลังทำลายร้ายแรงยิ่ง หากเขาปล่อยให้คู่ต่อสู้เว้นระยะห่างจากตนและใช้อาวุธในมือได้ ก็คงจะเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงสำหรับเขาแล้ว ดังนั้น เขาไม่อาจยอมให้เซียวเอี๋ยนมีโอกาสใช้ไม้บรรทัดในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เป็นอันขาด

 

หากเขาต้องการต่อสู้ เขาต้องกดดันคู่ต่อสู้ของตนจนกระทั่งอีกฝ่ายไม่อาจตอบโต้ได้! ในยามที่เขาต่อสู้กับผู้อื่นในโรงเรียนส่วนใน ซู่เซียวอาศัยความคล่องแคล่วของตนและความเร็วในการโจมตีที่เขาแสนภาคภูมิใจเข้ากดข่มคู่ต่อสู้จนอีกฝ่ายต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบใหญ่หลวงก่อนที่อีกฝ่ายจะสามารถแสดงพลังของตนออกมาได้!

 

“พลังของต้าเต๋าซื่อหกดาวผู้หนึ่ง... นักเรียนจากโรงเรียนส่วนในล้วนแข็งแกร่งโดยแท้!” ร่างของเซียวเอี๋ยนขยับเล็กน้อยในบางขณะ ไม้บรรทัดซวนยักษ์ในมือเปรียบดังโล่ป้องกัน มันขยับพุ่งวูบไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่ารอบกายของเขา สายตากวาดมองรอบตัวเป็นวงกลมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างรวดเร็ว แม้ความเร็วและความคล่องแคล่วในการโจมตีของซู่เซียวค่อนข้างเหนือความคาดหมาย, ทว่าสำหรับเซียวเอี๋ยนผู้มีจิตสัมผัสอันยอดเยี่ยมราวกับเป็นตาที่สามสำหรับเขา เขาย่อมสามารถดูดซับทุกสิ่งในรัศมีการมองเห็นของตนได้ในแทบจะทันที ไม่ว่ายามใดที่คู่ต่อสู้ลงมือโจมตี ครั้นแล้ว เขาจึงพลิกแพลงวิธีป้องกันและคำนวณการตอบโต้ ดังนั้น แม้จะดูเหมือนว่าซู่เซียวกำลังโจมตีอย่างรุนแรงอยู่ในสนามต่อสู้ ทว่าเขากลับไม่สามารถทำอันตรายแก่เซียวเอี๋ยนได้แม้เพียงน้อย

 

อีกความหมายหนึ่ง เซียวเอี๋ยนสามารถจับพลังของซู่เซียวได้ในระหว่างการปะทะกันที่ผ่านมา เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอัศจรรย์ใจ อายุของซู่เซียวอาจจะอยู่ในราวยี่สิบปีเท่านั้น แม้ความเร็วในการพัฒนาฝีมือเช่นนี้ยังนับว่าห่างไกลไม่น้อย, เมื่อเทียบกับตัวของเขาเอง ก็ยังกล่าวได้ว่าเป็นความเร็วที่โดดเด่นไม่เบาในอันที่จะครอบครองพลังเช่นนี้ได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้  ในอดีต ขณะที่เซียวเอี๋ยนอยู่ในจักรวรรดิเจียหม่า ต้าเต๋าซื่อที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยพบ, ยกเว้นน่าหลันอวิ๋นหลัน ก็ล้วนเป็นผู้คนที่มีอายุย่างเข้าวัยกลางคนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บิดาของเซียวเอี๋ยน, เซียวจั่น ก็ยังอยู่ในจำนวนคนเหล่านั้น ดูจากสิ่งนี้ เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จของซู่เซียวในเวลานี้ หากเขาอยู่ในจักรวรรดิเจียหม่า เขาคงถูกเรียกว่าอัจฉริยะผู้หนึ่งได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะระดับนี้ สำหรับโรงเรียนส่วนในแล้ว กลับไม่นับว่าหายาก

 

“ช่างสมกับเป็นแกนหลักของโรงเรียนเจียหนันโดยแท้ โรงเรียนส่วนในนี้ยิ่งมาก็ยิ่งทำให้ข้าสนใจมากขึ้น...” เซียวเอี๋ยนพึมพำในหัวใจ เขาโบกมือ ไม้บรรทัดซวนยักษ์ก็พลันถูกเหวี่ยงไปด้านหลัง ในที่สุด มันปัดป้องดาบสั้นทั้งสองที่จ้วงแทงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาดเอาไว้

 

ชั่วขณะที่การต่อสู้รุนแรงเริ่มต้นขึ้นในบริเวณของเซียวเอี๋ยน ส่วนอื่นๆ ก็เริ่มเข้าสู่การต่อสู้ที่อาจทำให้เลือดอันเร่าร้อนของผู้คนต้องเดือดพล่านแล้ว พริบตาเดียว เสียงคำรามดังลั่นขึ้น เสียงมีดดาบกำลังปะทะกัน และเต๋าชี่ที่ระเบิดตัวออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในผืนป่าที่เคยเงียบสงบและว่างเปล่าดูราวกับดอกไม้ไฟ และดูมีชีวิตชีวายิ่ง

 

เมื่อเผชิญหน้ากับเหลิ่งป้ายผู้มีพละกำลังพอๆ กับตน ไป๋ซันไม่กล้าที่จะดูแคลนอีกฝ่ายแม้เพียงน้อย ทวนยาวสีเงินในมือดุจดังอสรพิษสายฟ้าขนาดมหึมา มันสะบัดออกไปในฉับพลันและรุนแรงยิ่ง สายฟ้าตัดผ่านอากาศออกไปส่งเสียงดังชี่ๆ แลดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

 

เหลิ่งป้ายผู้นั้นค่อนข้างแปลกใจกับพลังที่ไป๋ซันแสดงออกมา สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งขรึมจริงจังขึ้น มือข้างหนึ่งกุมมีดเล่มใหญ่โตที่สะท้อนแสงเย็นชาออกมา กระจายรังสีเย็นเยือกแหลมคมในขณะที่เขาฟันมันขึ้นลง บางครั้งบางครา ใบมีดเฉือนผ่านเสื้อผ้าของไป๋ซันไป บังเกิดจุดสีแดงซึมซ่านขึ้นมาบนผิวหนังแล้ว

 

เทียบกับการต่อสู้ระหว่างคู่ของเซียวเอี๋ยนและไปซัน คู่ของอู๋เฮ่ากลับเป็นคู่ที่ทำให้บังเกิดความหวาดกลัวเกาะกินเข้าไปถึงหัวใจของผู้คน เด็กหนุ่มที่ชื่อซิวเอี้ยนมิได้ใช้อาวุธอันใด อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการต่อสู้ ปรากฏเต๋าชี่สีเทา-ขาวสายหนึ่งแผ่พุ่งขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่างของเขาเอาไว้ ภายใต้ชี่ที่ปกคลุมอยู่ชุดนี้ ผิวเดิมที่เป็นสีเทา-ขาวอยู่แล้วกลับยิ่งดูเหมือนภูเขาหินลูกหนึ่ง ส่งผลให้ความแข็งแกร่งทรงพลังนั้นเจิดจ้ายิ่งขึ้น ขณะที่เขาเหวี่ยงหมัดขนาดใหญ่ทั้งสองข้างออกไป ดูราวกับหินหลายก้อนพุ่งผ่านไปมา หากเป็นคนใจเสาะ คงไม่กล้าต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับซิวเอี้ยนเป็นแน่แท้

 

การโจมตีของซิวเอี้ยนอาศัยพละกำลังตามธรรมชาติล้วนๆ ปราศจากกลเม็ดใดๆ โดยสิ้นเชิง หากเป็นผู้อื่นต่อสู้กับเขา คู่ต่อสู้อาจจะต้องเลือกใช้วิธีหลบหนีเพื่อรับมือกับเขา อย่างไรก็ตาม อู๋เฮ่านั้นแตกต่างไป เห็นดาบสีแดงเล่มหนักที่เขาใช้ ซึ่งมีขนาดพอๆ กับไม้บรรทัดซวนยักษ์ของเซียวเอี๋ยน พลังของเขาก็ถึงขั้นน่าสะพรึงกลัวเช่นกัน เป็นเช่นนี้โดยแท้ ยามเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันรุนแรงของซิวเอี้ยน เขาไม่ซวนเซแม้ครึ่งก้าว เต๋าชี่สีเลือดสาดซัดออกมาจากร่างกายไม่หยุดหย่อน เขาพลันเหวี่ยงหมัดหนักหน่วงของตนออกไป เกิดเสียงระเบิดทุ้มต่ำเบาๆ ดังขึ้นในขณะที่เขาทำให้ซิวเอี้ยนต้องปะทะซึ่งๆ หน้ากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ยิ่งพวกเขาประมือกันมากขึ้น ท่าทางที่อู๋เฮ่าไม่ใช้วิธีหลบหลีกก็เป็นเหตุให้ซิวเอี้ยนรู้สึกสะดวกใจยิ่งขึ้น ยามที่เขาต่อสู้กับผู้อื่นในโรงเรียนส่วนใน น้อยคนนักที่จะต่อสู้กับเขาได้เช่นนี้ ทันใดนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสนุกสนานขึ้นในหัวใจ เขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าแฃะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เขาอาจจะกำลังหัวเราะอยู่ ทว่าหมัดที่กำลังควงสว่านออกไปกลับไม่อ่อนแรงลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม การโจมตีกลับยิ่งแหลมคมมากขึ้น เสียงลมเฟี้ยวฟ้าวออกจากหมัดจนผู้คนต้องแสบแก้วหู ภายในระยะรัศมีครึ่งเมตรรอบกายเขา ใบไม้แห้งที่ปะทะเข้ากับหมัดของเขาล้วนถูกฉีกกระจุยออกเป็นเศษฝุ่นผงกองหนึ่ง

 

บนลานโล่ง พลังระเบิดรุนแรงดังขึ้นจากการต่อสู้ทั้งสามคู่ไม่หยุดหย่อน เงาร่างมนุษย์หกคนราวกับยางเหนียวที่พัวพันอีกฝ่ายไว้อย่างเหนียวแน่น พลังพื้นฐานของพวกเขาดุจดังคมดาบ ยามเมื่อเผยออกมา พวกมันตัดผ่านต้นไม้รอบด้านจนขาดกลางกลายเป็นสองท่อนในพริบตา!

 

ที่นอกกลุ่มการต่อสู้ของทั้งสามคู่ บริเวณที่ดูน่าตื่นเต้นที่สุดย่อมเป็นบริเวณที่นักเรียนใหม่กำลังต่อสู้กับรุ่นพี่ทั้งสิบสองคน เต๋าชี่หลากสีย้อมจนบริเวณที่ต่อสู้ดูมีสีสันและงดงามยิ่ง

 

ในวงต่อสู้อันชุลมุนวุ่นวายนี้ นักเรียนใหม่อาจจะมีจำนวนมากกว่าก็จริง ทว่าพวกเขากลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะไม่มีการประสานงานที่ดีพอ อีกด้านหนึ่ง นักเรียนรุ่นพี่ทั้งสิบสองคนจากโรงเรียนส่วนในไม่เพียงต่างคนต่างมีพลังที่กล้าแข็งห่างชั้นกับพวกนักเรียนใหม่เป็นอันมาก ทว่าระดับความร่วมมือของพวกเขาก็ยังเชี่ยวชาญเกินกว่าที่พวกนักเรียนใหม่จะคาดหวังให้ทัดเทียมกันได้ ดังนั้น หลังจากที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น บางครั้งก็มีนักเรียนใหม่ถูกส่งปลิวละลิ่วลอยออกไปจากวงต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ความเสียเปรียบของนักเรียนใหม่ค่อยๆ พลิกผันไปตั้งแต่เซวี่ยนเอ๋อและหูเจียเข้าร่วมวง นี่เป็นเพราะว่ามีบุคคลผู้เป็นเสาหลัก การโจมตีของนักเรียนใหม่ค่อยๆ มีความพร้อมเพรียงกันมากขึ้น ในที่สุดเซวี่ยนเอ๋อและหูเจียต่างนำพานักเรียนส่วนหนึ่งทะลวงฝ่าปราการป้องกันอันแข็งแกร่งราวแผ่นเหล็กของรุ่นพี่ทั้งสิบสองคนเข้าไปได้ราวกับดาบแหลมคมสองเล่มที่ตัดผ่าคนทั้งสิบสองที่เกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ และค่อยๆ กลืนกินพวกเขาเข้าไป

 

ต้องกล่าวว่าประสิบภาพของเซวี่ยนเอ๋อและหูเจียมีความสำคัญยิ่ง หลังจากที่วงป้องกันของอีกฝ่ายถูกแยกทะลายลง นักเรียนรุ่นพี่ในที่สุดก็เริ่มบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว เพียงเจ็ด-แปดนาทีเท่านั้น กลับมีนักเรียนรุ่นพี่สองสามคนถูกฟาดหลุดออกไปจากวงต่อสู้ภายหลังจากที่ร่างกายของพวกเขาถูกกระหน่ำโจมตีติดต่อกันมากกว่าสิบหมัดสิบเท้าในเวลาพร้อมๆ กัน หลังจากนั้น พวกเขากระอักเลือดออกมาและล้มลงหมดสติไป

 

ทั่วทั้งลานต่อสู้ค่อยๆ เดือดพล่านขึ้นมาแล้วในขณะนี้ ระดับความโหดเหี้ยมในการต่อสู้ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงขึ้นมาบ้างแล้ว นอกจากแค่ไม่มีการตายเกิดขึ้น มีนักเรียนนัยน์ตาแดงกำจำนวนไม่น้อยไล่ขยี้คู่ต่อสู้ของตนจนอีกฝ่ายต้องบาดเจ็บหนัก ในบรรดาคนเหล่านี้ มีทั้งนักเรียนใหม่และนักเรียนรุ่นพี่

 

รวมความแล้ว การแข่งล่าพลังงานเพลิงในปีนี้ช่างสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโรงเรียนส่วนในโดยแท้ นี่เป็นเพราะว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่นักเรียนใหม่ซึ่งเข้าร่วมการแข่งล่าพลังงานเพลิงกลับกดดันพวกรุ่นพี่จนถึงปานนี้

 

ในขณะที่การต่อสู้บนลานโล่งเข้าสู่สภาพที่เร่าร้อนยิ่ง ความแปรเปลี่ยนในที่สุดก็เริ่มเกิดขึ้นบนบริเวณที่เซียวเอี๋ยนต่อสู้อยู่

 

หลังแลกหมัดกันอยู่กว่าสิบนาที เซียวเอี๋ยนนับว่าสามารถจับรูปแบบการต่อสู้ของซู่เซียวได้แล้ว พร้อมสิ่งนี้ จึงเป็นเวลาที่การโจมตีราวกับพายุของอีกฝ่ายต้องสิ้นสุดลง

 

มือของเซียวเอี๋ยนถือไม้บรรทัดซวนยักษ์แน่น เขาร้องเสียงต่ำออกมาในขณะที่ร่างกายเริ่มหมุนควงอย่างรวดเร็วราวกับวงแหวน เงาสีดำเข้มขนาดใหญ่ประจุไปด้วยแรงลมน่าสะพรึงกลัวครอบคลุมพื้นที่รอบกายภายในรัศมีถึงสองเมตร

 

“แคร๊งค์!” ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันของเซียวเอี๋ยนจากฝ่ายรับกลายเป็นฝ่ายรุกเช่นนี้ นับว่านอกเหนือความคาดหมายของซู่เซียวเช่นกัน เขารีบดึงร่างของตนล่าถอยออกไปในขณะที่ฝ่ามือกดมีดเล่มหนึ่งใส่ด้ามไม้บรรทัดด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยความชำนาญ อาศัยพลังสะท้อนนั้นผลักดันร่างกายของตนขึ้นไปในอากาศ

 

เห็นซู่เซียวกระโจนถอย มุมปากของเซียวเอี๋ยนเผยอยกจนเป็นรอยยิ้มเย็นชายิ่ง ไม้บรรทัดซวนยักษ์ในมือพลันปักลงสู่พื้น สองมือรีบวาดเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง พริบตาต่อมา ศีรษะของเขาเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ปากของเขายื่นออกไปและพลันอ้ากว้างขึ้นในฉับพลัน ทันใดนั้น เสียงพยัคฆ์คำรามที่แฝงไว้ด้วยคลื่นเสียงประหลาดชนิดหนึ่งดังสนั่นออกมาจากปากของเซียวเอี๋ยน

 

เสียงคำรามเพิ่งดังออกมาจากปากของเซียวเอี๋ยนในขณะที่ซู่เซียวซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่ด้านตรงข้ามพลันรู้สึกถึงความสะท้านสะเทือนราวสายฟ้าระเบิดขึ้นในหัวใจ พริบตานั้น จิตของซู่เซียวดำดิ่งลงไปอยู่ในสภาพที่เลอะเลือนและวิงเวียนอย่างหนึ่ง

 

"พยัคฆ์คำราม - สิงห์คำรน ขยี้วิญญาณ!” นี่เป็นเคล็ดวิชาคลื่นเสียงที่เซียวเอี๋ยนเพิ่งฝึกฝนก่อนการเดินทางเข้าสู่โรงเรียนส่วนใน บัดนี้เขาเพิ่งใช้มันออกมาเป็นครั้งแรก เขาได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ตนรู้สึกยินดีนัก!

 

แม้ความเลอะเลือนของซู่เซียวเพียงดำรงอยู่ชั่วเสี้ยวเวลาหนึ่ง ชั่วพริบตานี้กลับกำหนดผู้ชนะในการต่อสู้ระหว่างยอดยุทธ์แล้ว!

Comment

  • #4 เฒ่าทารก

    2017-05-20 12:05

    เออะ............... 
    เปลี่ยนเป็น "พยัคฆ์คำราม - สิงห์คำรน ขยี้วิญญาณ" ก็ไม่เลวเนอะ อืมๆๆ เผื่อกลิ่นปากจะดีขึ้น อืมๆๆ

  • #3 ตี๋

    2017-05-20 02:18

     ขอบคุณครับ

    โอ้โห เคล็ดวิชา “กลิ่นปากขยี้วิญญาณ” ของเซียวเอี๋ยนนี่สุดยอดจริงๆ cool

  • #2 เฒ่าทารก

    2017-05-19 18:27

    ต้องลองมือก่อน... ว่าของใหม่แน่แค่ไหน... กิกิ

  • #1 NoFearMia

    2017-05-19 16:22

    ไหนว่าจะเก็บไว้เป็นไม้ตายลับไงฟร่ะ...

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ