Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

ทั่วทั้งลานกว้างเงียบกริบ ทุกคนจ้องมองแม่นางน้อยในชุดสีเขียวอ่อนที่กำลังโผเข้าสู่อ้อมกอดของเซียวเอี๋ยน ในขณะนี้ คนผู้หนึ่งแทบจะได้ยินเสียงหัวใจนับไม่ถ้วนกำลังร้าวรานแล้ว

 

อาจารย์รั่วหลิง รวมถึงเซียวหยูและพวกที่อยู่ข้างๆ เซวี่ยนเอ๋อไม่เคยคิดว่าแม่นางน้อยที่มักจะสงวนท่าทีและสุขุมอยู่เป็นนิจ กลับลงมือกระทำการอันห้าวหาญปานนี้ต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าของพวกนางล้วนตะลึงงันและในที่สุดต่อมาจึงพากันส่งเสียงหัวเราะเจื่อนออกมาเป็นครู่ใหญ่

 

เซียวหยูจ้องมองเซวี่ยนเอ๋อที่โผเข้าสู่อ้อมกอดของเซียวเอี๋ยน และเหลือบไปมองเซียวเอี๋ยนที่ยิ้มราวกับเหล้าอุ่น ราวกับคนเมาผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งดื่มเหล้าองุ่นที่ถูกบ่มมานานปี ความรู้สึกอึดอัดไม่ทราบที่มาอย่างหนึ่งพลันแผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจของนางแล้ว

 

อีกด้านหนึ่งของอัฒจันทร์ รอยยิ้มบางๆ ที่เคยปรากฏอยู่บนใบหน้าของไป๋ซันในที่สุดกลับกลายเป็นความดุร้ายเคร่งขรึมในขณะนี้แล้ว

 

“เซวี่ยนเอ๋อน้อยห้าวหาญปานนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? เพียงเพราะชายผู้หนึ่งหรือ?” ขณะนี้สองคิ้วของแม่นางน้อยในชุดสีแดงก็เลิกสูงกระทั่งพวกมันแทบจะกลายเป็นเส้นตรงแล้ว หากมิใช่เพราะชายสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างกายคอยดึงรั้งนางกลับมาขณะที่ได้เห็นเหตุการณ์ นางคงไม่อาจทนได้ เร่งพุ่งตัวออกไป และกระชากตัวของคนทั้งสองที่กำลังแนบชิดติดกันราวกับแปะกาวเหนียวเอาไว้ออกจากกันในทันที

 

มือข้างหนึ่งของเซียวเอี๋ยนโอบกอดเอวคอดกิ่วงดงามราวกิ่งหลิวของนางไว้ เขาก้มศีรษะลงไปและดอมดมเรือนผมดำขลับของแม่นางน้อยที่กำจายกลิ่นหอมสดชื่นชนิดหนึ่งอยู่ ในเมื่อนางกล้ากระทำการอันห้าวหาญซึ่งประกาศความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองในที่สาธารณะเช่นนี้ ในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง เขาย่อมไม่เลือกที่จะล่าถอย แม้ว่าสายตาร้อนแรงรอบด้านที่พุ่งตรงมาจากทุกทิศทางรอบตัวจะทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเตาหลอมก็ไม่ปาน

 

“แค่ก...” หลังจากที่คนทั้งสองกอดกันอยู่เกือบหนึ่งนาทีเต็มๆ อาจารย์รั่วหลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงไม่อาจอดทนต่อสายตาร้อนแรงรอบด้านที่เพ่งเล็งมาทางพวกนางได้อีกต่อไป นางพลันส่งเสียงไอกระแอมออกมาเบาๆ

 

ได้ยินเสียงไอ เซวี่ยนเอ๋อที่กำลังอิงแอบแนบซบอยู่ในอ้อมอกของเซียวเอี๋ยนราวกับนกน้อยที่กำลังพึ่งพาคนผู้หนึ่ง ในที่สุดจึงหยุดซึมซับความดื่มด่ำและตื่นจากความสุขและความตื่นเต้นกับการได้พบบุคคลที่นางคิดถึงนักหนาในหัวใจในที่สุด ทันใดนั้น ใบหน้างดงามเรียบเฉยราวดอกบัวงามก็พลันแดงเรื่อขึ้นมา นางรีบล่าถอยห่างออกจากอ้อมอกของเซียวเอี๋ยนและไปซุกตัวหดอยู่หลังเซียวหยูราวกับไมยราบกิ่งหนึ่งแล้ว

เห็นบุคลิกอีกด้านหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความเขินอายยากจะได้พบเห็นของเด็กสาวผู้นี้ เซียวเอี๋ยนเองก็หัวเราะออกมาเบาๆ เขาหันไปมองอาจารย์รั่วหลิงและกล่าวพร้อมยิ้มเงอะงะคราหนึ่ง “ฮี่ๆ ข้าขออภัย อาจารย์รั่วหลิง”

 

“เจ้ายังจำได้หรือว่าข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า?” อาจารย์รั่วหลิงชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนและเอ่ยออกมาเสียงแข็งทื่อ

 

เซียวเอี๋ยนหัวเราะเจื่อนขณะเห็นสีหน้าและอารมณ์ของนาง เขารู้ดีว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาสร้างความเคืองใจให้สตรีผู้มีบุคลิกอ่อนโยนราวสายน้ำผู้นี้ไว้จริงๆ  อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะเขาเป็นฝ่ายผิด เขาจึงไม่ตอบโต้ เพียงทำหนังหัวแข็งๆ และน้อมรับคำเหน็บแนมและความโกรธเกรี้ยวจากนาง

 

“ฮึ่ม อย่าคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยหากเจ้าไม่พูด เจ้าขาดเรียนไปตั้งสองปี ช่างกล้าแท้ เจ้ารู้หรือไม่ กี่ครั้งที่ข้าต้องพูดกับทางโรงเรียนจนปากข้าแทบจะฉีกก็เพราะเจ้า?” อาจารย์รั่วหลิงกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว

 

“อาจารย์ เรื่องนี้ เซียวเอี๋ยน เจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ทำเกินไปจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขาก็มาถึงได้ทันเวลาแล้วในวันนี้ และยังเอาชนะเซวี่ยเปิงผู้นั้นได้สำเร็จ ตราบใดที่เซวี่ยนเอ๋อและเขาสามารถรักษาสถิติไร้พ่ายเอาไว้ได้ในการแข่งขันคัดเลือก ท่านก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเป็นอาจารย์ระดับซวน หากท่านคิดว่านี่ไม่อาจลดความขุ่นเคืองใจของท่านลงได้ รอให้เขาลงแข่งขันทุกรอบเสร็จก่อน ค่อยทำโทษเขา ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เขาก็มาแล้ว ท่านยังกังวลว่าเขาจะวิ่งหนีไปที่ไหนอีกหรือ?” เห็นเซียวเอี๋ยนได้แต่ยิ้มเจื่อนและอับจนหนทาง เซียวหยูอาจจะแอบพึมพำอยู่ในใจว่า “เจ้าสมควรจะถูกตำหนิแล้ว” ทว่าคำพูดที่นางเอ่ยออกมาจากปาก กลับเป็นการช่วยแก้ต่างให้แก่เซียวเอี๋ยน

 

เมื่อได้ยินคำพูดจากเซียวหยูเช่นนี้ ใบหน้าโกรธเกรี้ยวของอาจารย์รั่วหลิงจึงผ่อนลง นางชำเลืองมองเซียวเอี๋ยนและกล่าว “เอาล่ะ ข้าจะรอให้เจ้าแข่งขันเสร็จก่อน จึงค่อยชำระบัญชีกับเจ้า!”

 

เซียวเอี๋ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นอาจารย์รั่วหลิงยอมหยุดตำหนิลงชั่วคราว เขาเงยหน้าขึ้นและชำเลืองมองเซียวหยูด้วยความรู้สึกขอบคุณ อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายตอบแทนเขาด้วยสายตาค้อนควักคราหนึ่งและทำเสียงขึ้นจมูก

 

“ไฮ้ พี่เซียวหยู ไม่เห็นท่านมาสองปี ยิ่งมาท่านก็ยิ่งงดงามขึ้น มีผู้ใดมาตามจีบท่านบ้างหรือยัง?” เซียวเอี๋ยนไม่สนใจสีหน้าของเซียวหยูและเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

 

“เจ้าจะสนใจทำไม!” ได้ยินน้ำเสียงของเซียวเอี๋ยนที่เป็นเฉกเช่นเมื่อครั้งเยาว์วัย ความรู้สึกประหลาดชนิดหนึ่งพลันแผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจของนาง ในขณะเดียวกัน ท่อนขาเรียวยาวของนางก็พลันยกขึ้นเล็กน้อยราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ เตรียมพร้อมที่จะเตะออกไป

 

“เอาล่ะ อย่าได้มาเกี้ยวพาราสีกันแถวนี้ การทดสอบคัดเลือกในวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ตามข้ามา พรุ่งนี้และมะรืนนี้จะเป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้นไปอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าสู่ส่วนในของโรงเรียนได้” อาจารย์รั่วหลิงโบกมือ นางไม่สนใจเซียวหยูที่ใบหน้าเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอายเพราะคำพูดของนาง นางหมุนตัวและเดินนำพวกนักเรียนออกไปจากสนามกีฬา

 

ที่ด้านหลังอาจารย์รั่วหลิง เซียวหยูค้อนใส่เซียวเอี๋ยนที่กำลังทำท่างทางพอใจอย่างฉุนเฉียว ขณะดึงเซวี่ยนเอ๋อให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว

 

เซียวเอี๋ยนแบกไม้บรรทัดซวนยักษ์และติดตามไปเบื้องหลังคณะ ชั่วขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากลานกว้างแห่งนี้ ฝีเท้าของเขาพลันชะงักลง เขามีใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยขณะหันไปและพุ่งสายตาไปทางอีกด้านหนึ่งของสนามกีฬา ที่บริเวณนั้นยืนไว้ด้วยเด็กหนุ่มผู้สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวผู้หนึ่ง อีกฝ่ายเผชิญหน้าเขาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมดุร้ายที่มีแววตาอันเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์

 

“คนผู้นั้นคือใคร? ดูเหมือนเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง...” เซียวเอี๋ยนถอนสายตา เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายศีรษะ จากนั้นจึงหมุนตัว และภายใต้สายตานับไม่ถ้วนคู่ เขาติดตามอาจารย์รั่วหลิงและคณะที่กำลังจะเดินออกไปจากสนาม

 

พวกเขาเดินออกจากสนามกีฬาที่แสนหนวกหู อาจารย์รั่วหลิงไล่พวกคุณหนูที่กำลังจ้องมองเซียวเอี๋ยนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเพ้อฝัน ครั้นแล้ว นางเดินนำเซียวเอี๋ยน เซวี่ยนเอ๋อ และเซียวหยูผ่านทางเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มไปสองสามสาย ในที่สุดจึงเดินนำเข้าไปในบ้านที่ดูโดดเด่นงดงามยิ่งหลังหนึ่ง

 

ครั้นเมื่อพวกเขาเข้าไปในบ้านแล้ว อาจารย์รั่วหลิงจึงเชื้อเชิญให้คนทั้งสามนั่งลง ก่อนที่จะหันไปทางเซียวเอี๋ยน นางเอ่ยพร้อมยิ้มแย้ม “เจ้าเด็กน้อย ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ เจ้ากลับพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาสองปีนี้”

 

“ข้าก็แค่โชคดี” เซียวเอี๋ยนยักไหล่และตอบพร้อมยิ้มแย้ม

 

“ลืมมันเสียเถอะ ข้าจะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับคนลิ้นคล่องเป็นปรอทอย่างเจ้า ในเมื่อเจ้ามาถึงโรงเรียนแล้ว และข้าก็ใส่ชื่อของเจ้าลงในการแข่งขันคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่ส่วนในของโรงเรียนแล้ว อีกสองวันข้างหน้านี้ เจ้าและเซวี่ยนเอ๋อจะต้องอดทนและฝ่าฟันเข้าไปให้ถึงระดับห้าสิบคนสุดท้ายให้ได้ ด้วยวิธีนั้น เจ้าจะได้รับโอกาสให้เข้าสู่ส่วนในของโรงเรียนเพื่อฝึกตนต่อไป ส่วนข้า ข้าก็จะได้เลื่อนขั้นจากอาจารย์ระดับหวงไปเป็นอาจารย์ระดับซวน...” อาจารย์รั่วหลิงโบกมือและเอ่ยจริงจัง

 

“หากเข้าสู่ส่วนในของโรงเรียนได้ จะมีประโยชน์อันใดบ้าง?” เซียวเอี๋ยนเอนกายลงพิงเก้าอี้ นิ้วทั้งสิบประสานกันอยู่เบื้องหน้าขณะเอ่ยถาม

 

ดวงตาของอาจารย์รั่วหลิงจ้องมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มแย้ม เป็นเวลาครู่ใหญ่ๆ นางจึงพลันถอนหายใจและเอ่ย “ดูเหมือนว่าวันเวลาที่พักการเรียนไปสองปีของเจ้าคงส่งผลดีต่อเจ้าจริงๆ  มีส่วนไหนของเจ้าที่ยังเหลือความไร้เดียงสาจากเมืองวูตันในครั้งนั้นบ้าง? แค่มองเจ้าคราวเดียว ก็ไม่มีผู้ใดปฏิบัติต่อเจ้าเฉกเช่นเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบแปดปีแล้ว”

 

เซียวเอี๋ยนยิ้มโดยมิได้เอ่ยสิ่งใด เขาผ่านพบประสบการณ์มากมายเกินไปแล้วจริงๆ ในสองปีที่ผ่านมานี้ เรื่องราวพลิกผันมากมายสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงให้กับบุคลิกภาพอันสุขุมที่เขาบ่มเพาะขึ้นมาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เขาในขณะนี้ไม่หลงเหลือความไร้เดียงสาใดๆ ในยามเยาว์วัยอีกแล้ว

 

“โรงเรียนเจียหนันแบ่งออกเป็นส่วนในและส่วนนอก โรงเรียนส่วนนอกก็คือสถานที่ที่พวกเราอยู่กันในขณะนี้ นักเรียนใหม่ทุกคนที่เรารับเข้ามาเรียนจากทั่วทวีปจะต้องมาฝึกตนอยู่ที่ส่วนนอกของโรงเรียนจนกว่าพลังของพวกเขาจะเข้าถึงระดับหนึ่ง พวกเขาจึงสามารถเข้าร่วมกันแข่งขันประจำปีเพื่อคัดเลือกเข้าสู่โรงเรียนส่วนใน โรงเรียนส่วนในนั้นแตกต่างจากส่วนนอก อาจจะกล่าวตรงๆ ได้ว่าส่วนนอกของโรงเรียนนี้เป็นเพียงสถานที่ทดสอบนักเรียนใหม่ แก่นแท้ของโรงเรียนเจียหนันก็คือพื้นที่ส่วนใน!” อาจารย์รั่วหลิงจัดลำดับความคิดของนางก่อนที่จะเอ่ยต่อไป

 

“โรงเรียนส่วนนอกของเจียหนันแบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับที่ข้าดูแลอยู่คือระดับหวง เซวี่ยเปิงผู้ที่แข่งกับเจ้าเมื่อครู่มาจากระดับซวน จากความแตกต่างของระดับชั้นเรียนนี้ เจ้าคงจะรู้ได้ว่าพลังทั้งหมดของชั้นซวนนั้นแข็งแกร่งกว่าชั้นหวง แน่นอน แต่ทว่า ไม่มีเรื่องใดที่เที่ยงแท้ตลอดกาล ยกตัวอย่างเช่นเซวี่ยนเอ๋อ และเจ้า...”

 

“ข้าเห็นว่าพลังของเจ้าในขณะนี้อยู่ในราวต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่งแล้ว ใช่หรือไม่?” อาจารย์รั่วหลิงพลันจ้องมองเซียวเอี๋ยนและถามขึ้น

 

เมื่อนางได้ยินคำถามของอาจารย์รั่วหลิง เซียวหยูหันสายตาประหลาดใจไปทางเซียวเอี๋ยน นางในขณะนี้เป็นเพียงเต๋าซื่อห้าดาวผู้หนึ่ง เด็กคนนี้กลับกลายเป็นต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่งหลังจากบ้านไปเพียงสองปี นี่จะมิใช่อัตราเร็วที่น่าสะพรึงกลัวเกินไปเสียหน่อยแล้วหรือ?”

 

“ใช่แล้ว” เซียวเอี๋ยนพยักหน้าเล็กน้อยภายใต้สายตาตกตะลึงของเซียวหยู

 

“เจ้านับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอันผิดธรรมดาที่เทียบได้กับเด็กคนนี้ เซวี่ยนเอ๋อ” อาจารย์รั่วหลิงพึมพำ “ตามกฎแล้ว ข้าไม่อาจเปิดเผยข้อมูลของโรงเรียนส่วนในได้ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมันนับว่าเป็นแกนหลักที่แท้จริงของโรงเรียนเจียหนัน มันก็จะมีสิ่งที่โรงเรียนส่วนนอกยากจะเทียบได้ มันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหากเจ้าเข้าไปได้”

 

“เอาล่ะ ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ...” เซียวเอี๋ยนแบมือและเอ่ยพร้อมยิ้มแย้ม ระหว่างเดินทางมาที่นี่ เขาได้ยินเหยาเหลาเอ่ยถึงโรงเรียนส่วนใน บัดนี้เขามีโอกาสที่จะได้เข้าไป... เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธ

 

“ด้วยพลังของเจ้า ข้าคิดว่าคงมิใช่เรื่องยากเกินไปที่จะได้ขึ้นไปอยู่ในห้าสิบอันดับแรก ตราบใดที่เจ้าไม่ต้องพบกับคู่ต่อสู้เช่นไป๋ซันหรือแม่มดน้อย” อาจารย์รั่วหลิงเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเซียวเอี๋ยนพยักหน้าขณะที่นางเล่าต่อไป

 

“ไป๋ซัน? แม่มดน้อย? ดูเหมือนข้าจะเคยได้ยินอาจารย์รั่วหลิงเอ่ยถึงชื่อที่สองนี้มาแล้วเมื่อสองปีก่อน...” เซียวเอี๋ยนเอ่ยทวนชื่อของคนทั้งสองในปากขณะยิ้ม เสียงของเขาลากตามปากออกมา

 

“ไป๋ซันผู้นั้นเป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่เด่นสะดุดตาที่สุดของโรงเรียนเจียหนันส่วนนอกในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ เขาหล่อเหลาและแข็งแกร่งมาก มีนักเรียนหญิงนับไม่ถ้วนคลั่งไคล้เขา อีกอย่างหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะเป็นหนึ่งในคนที่ตามจีบเซวี่ยนเอ๋อด้วย ถึงข้าไม่บอกเจ้า ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องเป็นฝ่ายมาถามหาเจ้าเองแน่นอน” อาจารย์รั่วหลิงปิดปากหัวเราะคิกคักด้วยท่าทางน่ารักยิ่ง

 

เซียวเอี๋ยนได้แต่ส่ายศีรษะ

 

“สำหรับแม่มดน้อยผู้นั้น นางเป็นหลานสาวของรองอาจารย์ใหญ่ เบื้องหลังของนางมิใช่ธรรมดา นี่ รวมถึงพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์อันน่าสะพรึงกลัวของนางซึ่งไม่ด้อยไปกว่าเจ้าและการสอนส่วนตัวจากรองอาจารย์ใหญ่อีกด้วย ข้าคิดว่าพลังของนางอาจจะแข็งแกร่งกว่าไป๋ซันเล็กน้อย ด้วยนิสัยรักอิสระและความมีเอกลักษณ์ในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงความงามของนาง จึงมีหนุ่มๆ ในโรงเรียนไม่น้อยที่ไล่ตามนาง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านางจะไม่ค่อยสนใจผู้ชาย ตรงกันข้าม นางชอบผู้หญิงมาก ด้วยนิสัยและพรสวรรค์ของเซวี่ยนเอ๋อ นางย่อมเป็นที่หมายปองของสตรีเช่นแม่มดน้อยด้วย... ดังนั้น การปรากฏตัวของเจ้าาก็จะทำให้นางเกิดความรู้สึกเป็นปรปักษ์กับเจ้าเช่นกัน” อาจารย์รั่วหลิงกระแอมไอออกมาคำหนึ่งขณะที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

 

สีหน้าของเซียวเอี๋ยนดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาเอียงคอจ้องมองเซวี่ยนเอ๋อที่ได้แต่อับจนหนทางเช่นเดียวกันก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าเขาไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “จับใจทั้งบุรุษและสตรี?”

 

เซวี่ยนเอ๋อเลียนแบบท่าทางของเซียวเอี๋ยนและแบมือทั้งสองข้าง บ่งบอกว่านางเองก็ไม่มีทางเลือกกับเรื่องนี้เช่นกัน นางคอยเก็บเนื้อเก็บตัวมาตลอดสองปี นางกระทั่งไม่ยอมเข้าร่วมการแข่งขันคัดเลือกไปครั้งหนึ่งเพื่อเซียวเอี๋ยน

 

“อา... ที่ไหนๆ ก็มีแต่คู่แข่งโดยแท้...” เซียวเอี๋ยนถอนหายใจเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้นและยิ้มแย้มขณะกล่าวแก่อาจารย์รั่วหลิง “อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ที่อาจารย์รั่วหลิงจะได้รับการเลื่อนขั้น ข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อเข้าให้ถึงห้าสิบอันดับแรก”

 

“ดีมาก สำหรับวันนี้ เจ้าควรจะพักผ่อนก่อน นี่เป็นบ้านพักของข้า ปกติแล้ว เซวี่ยนเอ๋อและหยูเอ๋อก็อาศัยอยู่ด้วยกันกับข้า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป จะมีคนเก่งๆ ในการแข่งขันปรากฏตัวขึ้นจากทุกแห่งหน เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าก็จะมีข้อมูลพื้นฐานของคู่ต่อสู้พวกนั้น” อาจารย์รั่วหลิงลุกขึ้นยืน โบกมือและสั่งการ

 

เซียวเอี๋ยนพยักหน้ายิ้มแย้ม

...

ในห้องอันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือต่างๆ ชายเจ็ดคนนั่งอยู่บนเก้าอี้รอบโต๊ะกลมตัวหนึ่ง ที่นั่งท่ามกลางพวกเขากลับเป็นชายสูงวัยที่เคยสนทนาอยู่กับแม่นางน้อยในชุดสีแดงในการแข่งขันเมื่อครู่ ดูจากชี่ของเขาที่ช่างสงบเช่นเคย ย่อมบอกได้ว่าพลังของเขาและฐานะมิใช่ต่ำต้อย ไม่ว่าอย่างไร ชายสูงวัยสามัญผู้หนึ่งย่อมไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะนั่งอยู่ในห้องประชุมที่ตัดสินเรื่องราวน้อยใหญ่ในโรงเรียนแห่งนี้ได้

 

ในขณะนี้ ชายสูงวัยผู้ซึ่งแม่นางน้อยในชุดสีแดงเรียกขานว่ารองอาจารย์ใหญ่กำลังวางเอกสารในมือลง สายตากวาดมองรอบห้องและเอ่ยขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้ม “หึหึ เซียวเอี๋ยนผู้นี้นับว่ามิใช่ธรรมดา เขาต่อสู้กับพรรคเมฆครามแห่งจักรวรรดิเจียหม่าด้วยกำลังตนเองและยังสังหารเต๋าหวังแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้ ก่อนที่จะหลบหนีออกมาจากเงื้อมมือของเต๋าจงผู้หนึ่งสำเร็จ บันทึกการต่อสู้เช่นนี้เป็นสิ่งที่กระทั่งนักเรียนระดับหัวกะทิของโรงเรียนส่วนในก็ยังยากจะกระทำได้”

 

“โอ้?” เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดที่ออกจากปากของชายสูงวัย ความตกตะลึงแผ่พุ่งขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของบรรดาชายสูงวัยที่นั่งล้อมรอบอยู่

 

“นี่เป็นข้อมูลของเซียวเอี๋ยน พวกท่านลองอ่านดูเอาเองเถอะ”

 

รองอาจารย์ใหญ่พลิกปลายนิ้ว ข้อมูลเบื้องหน้าเขาก็พลันพุ่งไปหาผู้เฒ่าเหล่านั้น ปลายนิ้วของเขาเคาะพื้นโต้ะเบาๆ ครู่ใหญ่ผ่านไป เขาได้ยินเสียงร้องตะลึงอ้าปากค้างจากบรรดาผู้สูงวัยที่เพิ่งอ่านข้อมูลจบลง มันดังขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน เขายิ้มพร้อมกล่าว “ศักยภาพของเขามากมายนัก อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพรรคเมฆครามนั้นค่อนข้างจะเลวร้ายเกินไปสักหน่อย และคงไม่อาจไกล่เกลี่ยได้...”

 

“ศักยภาพของเขาโดดเด่นจริงแท้ หากพวกเราดูแลเขาให้เหมาะสม เขาอาจจะได้เป็นยอดยุทธ์อันดับต้นๆ อีกผู้หนึ่ง” ชายในชุดสีเทาผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ “พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลกับพรรคเมฆคราม แค่เต๋าจงผู้หนึ่ง พวกเขาไม่กล้าทำอะไรพวกเราโรงเรียนเจียหนันหรอก”

 

“พรรคเมฆครามนี้ไม่มีความสำคัญอันใดจริงๆ ... แต่ทว่าเบื้องหลังของพวกมันนี่สิ...” ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ลูบไล้หนวดเคราของตน เขาเพิ่งกล่าวไปได้ครึ่งทางก็พลันเงียบเสียงลง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในที่สุดก็มิได้เอ่ยเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนอันใดออกมามากไปกว่านี้ เขาโบกมือและกล่าว “พวกเราควรจะลอบเฝ้าดูเซียวเอี๋ยนสักเล็กน้อย หากคุ้มค่ากับการฟูมฟักเขา พวกเราก็ลองดูสักตั้ง”

 

“ขอรับ...” เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนี้ ชายสูงวัยที่เหลือไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ขณะพากันพยักหน้า พวกเขาสบตากันไปมาและเห็นรองอาจารย์ใหญ่นิ่งเงียบไป ร่างของพวกเขาจึงแกว่งไกวขึ้นมาเล็กน้อย และหายลับไปจากเก้าอี้ของตนได้อย่างประหลาด

...

ยามดึกเป็นเวลาที่เงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมา บ้านหลังพิเศษดูเงียบผิดปกติอยู่ใต้แสงจันทร์

 

เงาร่างสีขาวสายหนึ่งพุ่งตัวออกมาจากค่ำคืนอันเงียบสงัด สองเท้าของเขาแตะลงบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ร่างกายจึงร่อนลงบนกองกรวดเล็กๆ กองหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก สายตาสงบสุขุมของเขาเพ่งมองไปยังห้องๆ หนึ่ง เต๋าชี่สีเงินบางเบาสายหนึ่งที่มองเห็นได้เลาๆ ไหลออกมาจากในร่างกาย

 

“ซู่...”

 

เพียงไม่นานหลังจากที่เต๋าชี่ในร่างของชายชุดขาวแผ่พุ่งออกมา เงาร่างสีดำสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากตัวบ้านด้วยท่วงท่ารวดเร็วปานสายฟ้าแลบ หลังกระโจนออกมาและเคลื่อนตัวต่อไปอีกสองสามหน เขาก็ดิ่งลงยืนอย่างมั่นคงบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเงาร่างสีขาวนั้น เขาเงยหน้าขึ้น ค่อยๆ เหลือบสายตาเรียบเฉยขึ้นจ้องมองไปทางชายร่างสูงลำตัวตั้งตรงใบหน้าหล่อเหลาในชุดสีขาวผู้นั้น

 

นัยน์ตาสองคู่ปะทะกันในค่ำคืนอันมืดมิด ประกายแสงบางอย่างแผ่พุ่งออกมาโดยไม่มีเค้าลางบอกเหตุ

 

“ไปจากนางซะ” เสียงของชายในชุดขาวฟังดูเบาหวิวขณะที่มันค่อยๆ ดังออกมา

 

เซียวเอี๋ยนหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยแลดูพยศยิ่งภายใต้แสงจันทร์

 

“เจ้ากล้า?”

Comment

  • #3 NoFearMia

    2017-03-20 07:22

    มีเงี่ยนงำไปกันใหญ่

  • #2 เฒ่าทารก

    2017-03-19 14:31

    cool

  • #1 ตี๋

    2017-03-19 14:10

    ขอบคุณครับ

    พรรคเมฆครามมีเบื้องหลังเป็นใครหว่า

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ