Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

เงาดำประจุด้วยพลังอันรุนแรงสายหนึ่ง มันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเซวี่ยเปิงในฉับพลัน ริ้วพลังงานบางๆ เส้นหนึ่งปรากฏขึ้นในอากาศ ในทุกที่ที่หมัดนั้นแล่นผ่านไป เสียงแสบแก้วหูไร้ที่สิ้นสุดดังก้องออกมาราวกับเสียงฟ้าฟาด

 

ภายใต้การโจมตีอันรุนแรงจากเซียวเอี๋ยนซึ่งดูราวกับสายฟ้าฟาดนี้ คนผู้หนึ่งย่อมได้ยินเสียงลั่นเปรี๊ยะที่ดังขึ้นมาซ้ำๆ จากพื้นหินแข็งแกร่ง รอยร้าวมากมายกระจายตัวออกจากจุดที่สองเท้าของเซียวเอี๋ยนยืนอยู่ภายใต้สายตาตกตะลึงนับไม่ถ้วนคู่

 

ความเร็วที่เซียวเอี๋ยนใช้จู่โจมในครั้งนี้รวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ อย่างไรก็ตาม เซวี่ยเปิงเองก็มิใช่คนที่อาศัยเพียงลมปาก แม้ในหัวใจของเขาจะเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงกับความแข็งแกร่งที่เซียวเอี๋ยนแสดงออกมา ปฏิกิริยาตอบโต้ของเขาก็มิได้ชักช้าเช่นกัน เมื่อหมัดของเซียวเอี๋ยนยื่นใกล้เข้ามาในดวงตา เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะปล่อยทวนยาวที่อีกฝ่ายฉวยคว้าไว้ เขาล่าถอยไปข้างหลังหลายก้าวและแตะปลายนิ้วลงบนแหวนเก็บของ ทวนยาวสีเงินอีกด้ามหนึ่งที่หลอมจากเหล็กกล้าพลันปรากฏขึ้นในมือ

 

ด้วยทวนยาวที่กำลังปรากฏขึ้นบนฝ่ามือเขา ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ของเซวี่ยเปิงที่ลดลงไปเป็นอันมากจากความตกใจในการโจมตีอันรุนแรงของเซียวเอี๋ยนก็กลับพุ่งเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามทุ้มต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวกระจายออกมาจากลำคอและเต๋าชี่ในร่างกายของเขาก็โคจรจนถึงขีดสุดขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว เต๋าชี่สีแดงอ่อนอวดตัวออกมาจากร่างกายและในที่สุดเกิดเป็นเกราะเต๋าชี่สีแดงห่อหุ้มร่างกายไว้

 

สองมือของเซวี่ยเปิงมิได้หยุดแม้เพียงเสี้ยววินาทีในขณะที่เต๋าชี่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ปลายทวนซัดส่ายและเกิดเป็นภาพติดตาซ้ำๆ กว่าสิบสาย แสงสีแดงกระเพื่อมไหวราวกับพายุลูกหนึ่ง และภาพติดตาเหล่านั้นก็พลันรวมตัวกัน ในที่สุดทวนยาวกลายเป็นลำแสงสีแดงจ้าแสบตาสายหนึ่งระเบิดตัวเข้าใส่เซียวเอี๋ยน

 

“คลื่นซัดต่อเนื่อง!”

 

เซวี่ยเปิงคำรามเบาๆ ในใจ ทวนยาวที่เต็มไปด้วยแรงผลักอันรุนแรงในมือเล็งตรงเข้าใส่หมัดของเซียวเอี๋ยน ลำทวนสั่นสะท้าน ลำแสงสีแดงแหวกพุ่งออกไปข้างหน้าระลอกแล้วระลอกเล่า อากาศร้อนดุจดังคลื่นสีแดงจากเปลวเพลิง

 

ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองอยู่ในลานกว้าง แสงสีแดงแสบตาประจุตามด้วยคลื่นอากาศอันชั่วร้าย แรงผลักดันเช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้คนไม่น้อยส่งเสียงเอะอะ เขาช่างสมกับเป็นนักเรียนชั้นแนวหน้าผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันคัดเลือกเข้าสู่ส่วนในของโรงเรียน พลังอันรุนแรงเช่นนี้อาจจะสามารถไล่ทันกับยอดยุทธ์ที่เพิ่งเข้าสู่ระดับต้าเต๋าซื่อ

 

แสงสีแดงดูมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ ในดวงตาดำขลับคู่นั้น เซียวเอี๋ยนสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่กำลังถาโถมเข้ามา ทว่าสีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ระหว่างสองปีที่ผ่านมานี้ คู่ต่อสู้ที่เขาเคยประมือด้วยล้วนเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เหนือชั้นกว่าเขาเป็นอันมาก เขาเคยเห็นการโจมตีที่แข็งแกร่งกว่านี้นับสิบนับร้อยๆ เท่า ดังนั้น คิดอยากจะให้เขาล่าถอยเพราะการโจมตีในระดับเพียงเท่านี้ นับว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อนชนิดหนึ่งในความฝันแล้ว อย่างไรก็ตาม ไหวพริบของคู่ต่อสู้ที่สามารถปลดปล่อยพลังต้านเต็มที่ได้ภายในเวลาอันสั้นกลับสามารถทำให้เซียวเอี๋ยนสะดุ้งได้บ้าง แต่ทว่า... ก็เพียงแค่นั้น

 

หมัดของเซียวเอี๋ยนสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย เต๋าชี่สีครามแผ่พุ่งออกมาอย่างฉับพลันและเข้าห่อหุ้มเคลือบเป็นชั้นแสงสีเขียวชั้นหนึ่งบนหมัด

 

“ไม่ว่าเจ้าจะดิ้นรนอย่างไรในวันนี้ ก็มีเพียงเส้นทางเดียวสำหรับเจ้า!” พลังของหมัดที่หุ้มด้วยชั้นแสงสีครามพลันพุ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นอันมาก เซียวเอี๋ยนเผยอยกมุมปากและในที่สุดมิได้แสดงความปราณีหรือเฉื่อยช้าลงแต่อย่างใดในขณะเหวี่ยงหมัดขวาออกไป หมัดของเขากระแทกตรงออกไปอย่างรุนแรงและปะทะเข้ากับปลายทวนของเซวี่ยเปิงอย่างหนักหน่วงต่อหน้าสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน

 

“เพลิงทะลายโลกันตร์!”

 

“ตูม!”

 

ทั้งสองปะทะกัน ทันใดนั้น เสียงระเบิดกึกก้องดังสนั่นลั่นขึ้นจากลานประลอง พื้นหินแข็งแกร่งบริเวณที่คนทั้งสองปะทะกันแตกกระจุยเป็นผุยผงพร้อมเสียงดังตูม รอยร้าวมากมายกระจายตัวออกไปราวกับใยแมงมุม

 

“เปรี๊ยะ!”

 

ผงฝุ่นบนพื้นคละคลุ้งขึ้นไปในอากาศ พริบตาเดียวหลังจากที่หมัดและทวนประสานงากัน เสียงโลหะปริแตกลั่น “เปรี๊ยะ” ดังสะท้อนออกไปจากจุดที่ปะทะกัน เงาร่างมนุษย์สายหนึ่งพลันพุ่งปลิวไปด้านหลัง ลอยละลิ่วออกจากชั้นฝุ่นกลุ่มนั้น เขากระอักเลือดสีแดงสดออกมาคำหนึ่งอย่างแรง หลังจากที่ร่างกายกระแทกตกลงสู่พื้นอย่างหนักหน่วง เขานอนแผ่อยู่บนพื้นและกลิ้งไปตามพื้นอีกสิบกว่าเมตรจึงหยุดลงในที่สุด

 

สายตานับไม่ถ้วนคู่รีบหันตามร่างมนุษย์ที่ถูกกระแทกปลิวละลิ่วไปและกวาดมองดู เมื่อพวกเขามองเห็นว่าผู้ใดคือคนที่กระเด็นลิ่วไปอย่างปราชัย ทั่วทั้งลานกว้างพลันตกสู่ความเงียบสงัด

 

ที่ขอบสนาม เสื้อผ้าส่วนบนทั้งหมดของเซวี่ยเปิงฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยพลังปะทะสายนั้น ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยฝุ่นสีน้ำเงินดำอันเกิดจากเศษหินที่กระเด็นใส่ร่างของเขา คราบเลือดที่ติดอยู่บนมุมปากทำให้เขาดูมีสภาพย่ำแย่น่าสังเวชเป็นพิเศษ แน่นอน สิ่งที่ผู้คนตกตะลึงเป็นที่สุดก็คือทวนยาวที่อยู่ในมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของเซวี่ยเปิงเล่มนั้น มันหักเป็นสองท่อน รอยแตกบนลำทวนบ่งบอกชัดเจนว่ามันถูกหักด้วยพละกำลังอันมหาศาลชนิดหนึ่ง

 

สามารถใช้หมัดๆ หนึ่งหักทวนยาวที่หลอมจากเหล็กกล้าหลังจากที่เต๋าซื่อเก้าดาวใช้เคล็ดวิชาระดับซวนชนิดหนึ่ง การโจมตีนี้เป็นสิ่งที่กระทั่งต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่งก็ยังยากที่จะกระทำได้ อย่างไรก็ตาม เซวี่ยเปิงผู้นี้ ผู้ซึ่งพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในโรงเรียนเจียหนัน กลับถูกตอบโต้โดยนักเรียนใหม่ที่เพิ่งมาถึงโรงเรียนด้วยชั้นเชิงที่...

 

ขณะที่พวกเขาจ้องมองขอบสนามที่เซวี่ยเปิงกำลังพยายามดิ้นรนลุกขึ้นได้อย่างยากลำบากกับทวนที่หักนั้น บางคนที่เคยมีความคิดอย่างหนึ่ง พลันกำลังรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่วิ่งขึ้นจับขั้วหัวใจแล้ว ดูจากพลังที่เซียวเอี๋ยนเพิ่งแสดงออกมา นักเรียนใหม่ผู้ที่ลาพักการเรียนไปถึงสองปีนี้ กลับมิใช่คนธรรมดาทั่วไปจริงๆ

 

ฝุ่นดินเหนือลานกว้างค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น เด็กหนุ่มผู้สวมใส่ชุดสีดำค่อยๆ เดินออกมา เสื้อคลุมบนร่างที่ดูเรียบร้อยยิ่งจนแทบจะไม่มีรอยยับย่นใดๆ ช่างแตกต่างกับเซวี่ยเปิงที่อยู่ในสภาพเลวร้ายที่สุด จากสิ่งนี้ ทุกๆ คน หากไม่ปัญญาอ่อนจนเกินไป ย่อมเข้าใจชัดเจนดีว่าพลังของเด็กหนุ่มที่ชื่อเซียวเอี๋ยนผู้นี้แข็งแกร่งเกินเซวี่ยเปิงไปมากมายนัก!

 

พลังของเซวี่ยเปิงขณะนี้อยู่ที่เต๋าซื่อเก้าดาวผู้หนึ่ง ในเมื่อเซียวเอี๋ยนเอาชนะเขาได้ เช่นนั้น... พลังของเขา อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นต้าเต๋าซื่อแข็งแกร่งผู้หนึ่ง!

 

ขณะครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ที่นั่งชั้นบนสำหรับคนดูก็พลันเกิดเสียงสูดลมหายใจเอาอากาศเย็นเยือกคำหนึ่งดังขึ้น สายตาที่เคยใช้จ้องมองเซียวเอี๋ยนนั้นเล่า เห็นได้ชัดว่าเพิ่มเติมด้วยความนัยที่ซุกซ่อนอยู่ ต้าเต๋าซื่อผู้หนึ่งในอายุเพียงเท่านี้ ต่อให้เป็นทั่วทั้งโรงเรียนเจียหนันแห่งนี้ ที่ซึ่งนับได้ว่ามีผู้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นชนชั้นหัวกะทิ!

 

“แข็งแกร่ง มาก.. มาก...”

 

ริมฝีปากของเซียวหยูและพวกบนที่นั่งอ้ากว้าง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองแผ่นหลังผอมบางที่กำลังยืนตั้งตรงและสูงโปร่งบนลานกว้าง แม่นางน้อยผู่หนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังอดเผลอพึมพำออกมาไมได้ขณะดวงตาของนางเริ่มมองเห็นดวงดาวแล้ว ใครจะคิดถึงว่าเซวี่ยเปิงผู้ซึ่งมีพลังอยู่ในระดับเต๋าซื่อเก้าดาวผู้หนึ่ง กลับถูกเอาชนะได้ในหมัดเดียวด้วยท่วงท่าที่เด็ดขาดมั่นคงยิ่งนักหลังประมือกันเพียงกระบวนท่าเดียว ทั้งๆ ที่เขาได้ใช้เคล็ดวิชาเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมา!

 

เดิมที พวกนางยังเพิ่งจะเปรยๆ กันว่าเซียวเอี๋ยนจะทนรับมือได้สักกี่กระบวนท่า อย่างไรก็ตาม ข้อหารือของพวกนางยังมิทันจะยุติลง  ผลลัพธ์ที่ทำให้พวกนางแลดูเป็นคนโง่เง่านักหนาก็พลันปรากฏขึ้นบนลานประลองแล้ว

 

“เจ้าเด็กคนนี้... พัฒนาการของเขาในสองปีที่ผ่านมานี้ มิใช่จะเร็วเกินไปหน่อยแล้วหรือ?” เซียวหยูกล่าวพร้อมยิ้มเจื่อน

 

อาจารย์รั่วหลิงที่อยู่ถัดไปค่อยได้สติคืนมาจากความตกตะลึง นางจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มบนลานประลอง จนถึงเวลานี้ นางยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เจ้าเด็กที่เป็นเหมือนหนามตำใจผู้ขาดเรียนไปถึงสองปี กลับก้าวข้ามขึ้นไปเป็นนักเรียนอันดับต้นๆ ผู้หนึ่งในระดับซวน ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการที่เขาใช้กำราบคู่ต่อสู้ก็ยังเป็นวิธีการที่แข็งแกร่งที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุดอีกด้วย

 

ขณะที่อาจารย์รั่วหลิงหวนนึกถึงหมัดสายฟ้าเมื่อครู่ นางแอบตั้งคำถามกับตนเอง หากเป็นนาง นางคงไม่สามารถทนรับหมัดๆ นั้นได้อย่างแน่นอน อาจารย์รั่วหลิงพลันหัวเราะเจื่อนออกมาขณะครุ่นคิดเช่นนี้ในใจ สองปีก่อน เด็กหนุ่มจากเมืองวูตันผู้นั้น ซึ่งพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อเดินออกไปจากเงื้อมมือของนาง หลังจากรับมือกับนางได้ถึงยี่สิบกระบวนท่า และบัดนี้กำลังแสดงการต่อสู้ที่แม้แต่นางก็ยังต้องทบทวนอย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนที่จะกล้ารับประกันได้ว่า นางจะสามารถรับมือกับมันได้หรือไม่ ความเร็วในการพัฒนาตนเช่นนี้... นับว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

 

“ไม่แปลกใจที่เขาสามารถทำให้เด็กสาวที่โดดเด่นเช่นเซวี่ยนเอ๋อเอาแต่ครุ่นคิดถึงแต่เขาได้ เด็กคนนี้นับว่ามีข้อโดดเด่นอยู่ไม่น้อย” อาจารย์รั่วหลิงเอียงคอจ้องมองใบหน้าน่ารักของเซวี่ยนเอ๋อที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่รั่วหลิงพึมพำอยู่ในใจ

 

ที่ด้านหนึ่งของอัฒจันทร์ ไป๋ซันกอดอก สองคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยขณะจ้องมองเด็กหนุ่มในชุดสีดำที่กำลังยืนตัวตรงอยู่กลางลานกว้าง เขาผ่อนลมหายใจยาวออกมาคำหนึ่ง ต่อมาจึงพูดขึ้นพร้อมยิ้มบาง “ไม่เลว นับว่าเจ้าพอจะมีความสามารถอยู่บ้าง เจ้าในขณะนี้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะให้ข้ายกฐานะของเจ้าขึ้นมาพิจารณาจริงจัง ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีกสักหลายรอบ เมื่อถึงเวลานั้น หากมีโอกาส ข้าอยากจะสั่งสอนเจ้าเอง...”

 

“เป็นคู่แข่งที่เก่งกาจผู้หนึ่ง ทว่านางจะต้องเป็นของข้าอย่างแน่นอน!” ไป๋ซันหันไปยังทิศทางที่เซวี่ยนเอ๋อนั่งอยู่ เขาพึมพำเบาๆ ขณะจ้องมองสตรีที่สวมใส่ชุดสีเขียวอ่อนซึ่งถูกรายล้อมด้วยสตรีกลุ่มหนึ่ง นางเป็นแม่นางน้อยที่งดงามราวกับดอกบัวโดดเดี่ยวที่กำลังเบ่งบาน

 

“อา คนผู้นี้มีหมัดที่ดุดันและทรงพลังยิ่ง กระทั่ง “คลื่นซัดต่อเนื่อง” ของเซวี่ยเปิงก็ยังไม่อาจต้านทานเขาได้แม้เพียงชั่วขณะ ข้าคิดว่าพลังของเขาคงจะอยู่ในราวต้าเต๋าซื่อสามดาวผู้หนึ่งเป็นแน่” แม่นางน้อยในชุดสีแดงผู้มีเรือนร่างราวปีศาจสาวผู้หนึ่งใช้สายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมจ้องมองเซวี่ยเปิงซึ่งถูกปราบจนอยู่ในสภาพยับเยิน นางอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ

 

“อา เป็นหมัดที่ดุดันและทรงพลังจริงๆ  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้จักรวบรวมพลังจากส่วนที่แตกต่างกันในร่างกายและนำมันออกมาใช้เพื่อเพิ่มพลังการโจมตีและพลังป้องกัน สิ่งนี้ มีเพียงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมเต๋าชี่เท่านั้น จึงจะเป็นไปได้ ในจุดนี้ เขาอาจจะเทียบกับเจ้าได้ด้วยซ้ำไป” ชายสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างนางพยักหน้าน้อยๆ เสียงของเขาก็ระคนด้วยความประหลาดใจบางส่วนเช่นกัน

 

“เคะๆ ทีนี้เจ้าก็รู้แล้วสินะว่าสายตาของแม่หนูน้อยเซวี่ยนเอ๋อผู้นั้นเป็นอย่างไร? เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย ข้าคิดว่า ต่อให้เป็นเจ้าหรือไป๋ซัน หากต้องเผชิญหน้ากับเขา ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ” ชายสูงวัยชำเลืองมองแผ่นหลังผอมบางบนลานประลองและกล่าวคำพูดที่แฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง

 

“โอ้?” คิ้วเรียวบางราวกิ่งหลิวของแม่นางน้อยในชุดสีแดงเลิกสูงเมื่อนางได้ยินเช่นนี้ นางหัวเราะด้วยท่าทางเอาแต่ใจ “ข้าจะหาโอกาสได้สู้กับเขา หากข้าชนะ ข้าจะให้เขามอบเซวี่ยนเอ๋อให้แก่ข้า...”

 

“เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ มีผู้ชายมากมายมาเกี้ยวพาราสีเจ้า หากเจ้าไม่ชอบพวกเขาก็ไม่เป็นไร ทว่าเหตุใดเจ้าจึงคอยตอแยเซวี่ยนเอ๋ออยู่ร่ำไป? เจ้าจะต้องฉีกหน้าแก่ๆ ของข้าจนหมดสิ้นก่อนจึงจะพอใจหรืออย่างไร?” ชายสูงวัยพลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดของแม่นางน้อยในชุดสีแดงขณะพึมพำขึ้นมาอย่างเคืองใจ

 

“พวกผู้ชายตัวเหม็นพวกนั้นมีอะไรดี? จะมีคนไหนมาไล่ตามข้าหากมิใช่เพราะหน้าสวยๆ ของข้า?” แม่นางน้อยในชุดสีแดงห่อปาก มืองดงามของนางลูบไล้ใบหน้าน่ารักเหลี่ยมจัดราวภูติน้อยขณะกล่าวอย่างเหยียดหยาม

 

ชายสูงวัยเคืองใจหนักหนากับแม่นางน้อยที่ไร้กฏเกณฑ์ผู้นี้จนลมแทบจะพ่นออกจากทวารทั้งเจ็ดในร่างแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาได้แต่สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่งและหันสายตากลับไปยังลานประลอง

 

ภายในลานประลอง เซียวเอี๋ยนชำเลืองมองเซวี่ยเปิงที่อยู่ตรงขอบสนาม อีกฝ่ายไม่มีพลังหลงเหลือพอที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีกแล้ว ดังนั้นเซียวเอี๋ยนจึงหันไปทางเก้าอี้ผู้ตัดสินและยิ้มแย้มขึ้นพร้อมเอ่ยถาม “ข้าขออนุญาตถาม ข้าชนะในรอบนี้หรือไม่?”

 

“เคะๆ แน่นอน ถูกต้อง” ชายสูงวัยในชุดสีเทาผู้หนึ่งบนเวทีสำหรับผู้ตัดสินยิ้มแย้มขณะจ้องมองเซียวเอี๋ยน ดวงตาของเขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันไม่อาจคะเนชนิดหนึ่งขณะพยักหน้า

 

เมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ เซียวเอี๋ยนจึงคำนับลงน้อยๆ เขาสะบัดมือคราหนึ่งต่อหน้าสายตานับหมื่นคู่ ไม้บรรทัดซวนยักษ์ก็บินลอยกลับมาหาเขา ครั้นแล้ว เขาคว้ามันไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว พลิกข้อมือคราหนึ่งและสอดมันกลับเข้าเก็บบนแผ่นหลัง เขาเงยหน้าขึ้นและมองเห็นแม่นางน้อยในชุดสีเขียวอ่อนที่ยิ้มแย้มอยู่ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านขึ้นในหัวใจ สองเท้าของเขากดลงบนพื้น ร่างกายกระโจนลงจากเวทีประลองอย่างนุ่มนวล ในที่สุดเขากระโดดขึ้นไปบนอัฒจันทร์ บริเวณที่นักเรียนระดับหวง - ห้องสองนั่งอยู่

 

“ขออภัย ข้ามาสาย...”

 

เซียวเอี๋ยนจ้องมองแม่นางน้อยงดงามที่กำลังยืนอยู่ด้วยท่วงท่าน่ารักเบื้องหน้าเขา ใบหน้าที่จารึกอยู่ในก้นบึ้งแห่งหัวใจในสองปีที่ผ่านมานี้ เขาไม่สนใจสายตามากมายรอบด้านขณะถูศีรษะตนและกล่าวอย่างอ่อนโยนด้วยท่าทีเชิงขอลุแก่โทษ

 

เซวี่ยนเอ๋อเงยหน้าน่ารักของนางขึ้นและจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยที่ดูไร้เดียงสาน้อยลง นุ่มนวลน้อยลง ทว่ากลับดูเติบโตขึ้นและมีความมุ่งมั่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับสองปีก่อน รอยยิ้มงดงามที่สามารถพลิกคว่ำสิ่งมีชีวิตทุกชนิดผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าของนาง นางพลันกระทำการอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้ทุกสายตาต้องแข็งทื่อราวกับตุ๊กตาไก่ตัวหนึ่ง

 

แม่นางน้อยในโรงเรียนที่ไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ ต่อบุรุษผู้ใดก็ตามเกินไปกว่าความเป็นเพื่อนธรรมดาผู้หนึ่ง นางยกสองมือขึ้นเล็กน้อย ครั้นแล้ว นางโผเข้าสู่อ้อมอกอันอบอุ่นที่นางต้องแยกจากมาเป็นเวลาถึงสองปี ซึมซับความรู้สึกอบอุ่นด้วยความกระหายยิ่ง

Comment

  • #2 เฒ่าทารก

    2017-03-18 22:46

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ embarassed

  • #1 ตี๋

    2017-03-18 17:34

    ขอบคุณครับ

    "ต่อให้เป็นทั่วทั้งโรงเรียนเจียหนันแห่งนี้ ที่ซึ่งนับได้ว่ามีผู้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นชนชั้นหัวกะทิ!" ..... อ่านแล้วเหมือนมันจะมีต่อเช่น ก็หาได้ยาก

     

     

     

    "ริมฝีปากของเซียวหยูและพวกบนที่นั่งอ้ากว้าง" >>> นั่งไม่สุภาพเร้ย อ้าซะกว้าง

     

    อาจารย์นั่งหัวโด่เป็นห่วงว่าจะมาไม่ทัน ดันไปขอโทษสาวก่อน หมั่นไส้ อิจฉาาา

View Desktop Version

Hot Vote

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ

Report

กรุณา Login เข้าสู่ระบบก่อนทำการโหวตค่ะ