Doupo Cangqiong (斗破苍穹) / Battle Through The Heavens (Novel : Thai Translation)

Fan's Translation for fans only. Do not use it for business purpose. And please support the original work. This translation will end if the right is available in my country.

“ซ่า...”

 

เสียงจากน้ำตกสายใหญ่ตระการตาดังก้องไปทั่วหุบเขา วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ละอองน้ำทำให้ทั่วหุบเขาลึกราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนจะร้อนอบอ้าวอย่างสิ้นเชิง

 

สายน้ำตกสาดซัดเป็นระลอกจนดูราวกับมังกรสีเงินตัวหนึ่ง ใต้น้ำตกนั้น เด็กหนุ่มผู้หนึ่งลำตัวเปลือยเปล่ากำลังกัดกรามกรอดขณะแบกถือไม้บรรทัดยักษ์เล่มหนักอยู่อย่างมั่นคงด้วยสองมือ เขายังคงฟาดฟันใส่สายน้ำเชี่ยวกรากเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ไม้บรรทัดยักษ์สีดำฟันลงไป ส่งผลให้สายน้ำสาดกระจายออกไปทั่ว

 

สองขาของเซียวเอี๋ยนดุจดังรากไม้ ยึดเกาะอยู่บนเสาไม้อย่างเหนียวแน่นราวแป้งเปียก ตามผิวกายทั่วร่างเซียวเอี๋ยนปรากฏเต๋าชี่สีเหลืองอ่อนชั้นบางๆ แทบจะมองไม่เห็น ทุกครั้งที่น้ำตกสาดใส่ร่าง หมอกบางพลันพวยพุ่งขึ้นมา

 

เพื่อจะใช้ไม้บรรทัดแสนหนักฟันใส่ธารน้ำที่หลั่งไหลลงมาไม่ขาดสาย จำเป็นต้องใช้ความแข็งแรงมหาศาล ดังนั้น หลังจากที่อดทนฝึกอยู่บนเสาไม้มาได้ระยะเวลาหนึ่ง ทุกการกวัดแกว่งด้วยไม้บรรทัดยักษ์เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อทั่วแขนของเซียวเอี๋ยนปวดเมื่อยอย่างรุนแรง

 

เขากัดฟันทน ส้นเท้าของเซียวเอี๋ยนเริ่มอ่อนล้าและท้ายสุด ในระหว่างที่ฟันสายน้ำลงไปได้ครึ่งท่า เสียงระเบิดสายหนึ่งดังขึ้นขณะที่สายน้ำอันรุนแรงพลันปะทะเข้าใส่เขาที่กำลังถึงขีดจำกัดของตนจนร่วงหล่นจากเสาไม้ลงสู่แอ่งน้ำตกใหญ่เบื้องล่าง

 

“ฟู่” ศีรษะของเซียวเอี๋ยนโผล่พ้นขึ้นมาเหนือผิวน้ำในแอ่งขณะพ่นน้ำออกมาคำใหญ่ เขาสะบัดหัวไล่ความวิงเวียนก่อนจะฝืนพาร่างกายที่แทบจะชาไปทั้งร่างออกว่ายน้ำตรงไปยังริมแอ่ง เมื่อว่ายมาถึงริมฝั่ง ร่างอ่อนล้าล้มลงนอนแผ่บนหินเย็นเยียบก้อนใหญ่ ความปวดร้าวบนกล้ามเนื้อเป็นเหตุให้เขาไม่อยากจะขยับเขยื้อนกายแม้อีกเพียงน้อยนิด

 

“นี่ กินอะไรเสียหน่อย” ปลาย่างกลิ่นหอมหวนถูกยื่นออกมาและโบกไหวๆ อยู่ต่อหน้าเซียวเอี๋ยน

 

เขาลืมตาขึ้น เซียวเอี๋ยนสูดลมหายใจเอากลิ่นหอมน่ากินเข้าไปขณะที่เสียงจ๊อกๆ ดังลอดออกมาจากกระเพาะ เขาขยับตัวอย่างยากลำบาก เอนกายพิงหินใหญ่ก่อนจะรับเอาปลาย่างชิ้นนั้นมากัดกินอย่างตะกละตะกราม

 

ขณะจ้องมองภาพเซียวเอี๋ยนตะกรุมตะกรามกับอาหารในมือ เหยาเหลาหัวเราะก่อนจะหันไปมองเสาไม้สิบต้นใต้น้ำตก เขายิ้มแย้มออกความเห็น “ไม่เลวจริงๆ เพียงห้าวัน เจ้าก็สามารถยืนหยัดอยู่บนเสาท่อนที่สามได้นานถึงปานนี้”

 

ด้วยอาหารเต็มปากที่เกือบจะถูกพ่นออกมา เซียวเอี๋ยนจึงได้แต่ส่งเสียงอู้อี้

 

“เมื่อเร็วๆ นี้ พวกทหารปรากฏตัวแถวนี้มากขึ้นและบ่อยขึ้น” เหยาเหลาที่นั่งถัดเซียวเอี๋ยนไปดูเหมือนจะตั้งข้อสังเกตขึ้นมากะทันหัน

 

เซียวเอี๋ยนชะงักงันเล็กน้อย ดวงตาค่อยๆ หรี่แคบลง เขาฝืนกลืนอาหารในปาก ยิ้มเยาะและกล่าวขึ้น “ดูเหมือนเจ้าพวกสำนักคุ้มกันหัวหมาป่าจะเริ่มรู้ตัวแล้ว”

 

“ด้วยอัตราเร็วของพวกมัน ข้าเกรงว่าอีกไม่เกินเดือน พวกมันจะค้นพบหุบเขาแห่งนี้ได้ในที่สุด ดูเหมือนเราจำเป็นต้องเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นอีกคราหนึ่งแล้ว” เซียวเอี๋ยนถูคางและยิ้มเยาะ

 

“เราจะเพิ่มได้อย่างไร?” คำพูดเหยาเหลาเป็นเหตุให้เซียวเอี๋ยนกระพริบตาอย่างไม่มั่นใจ อัตราเร็วในการฝึกยุทธ์ของเขาขณะนี้นับว่าสูงมากแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้นไปอีก?

 

“มันสามารถเร็วขึ้นได้จริงๆ แต่ทว่า... เจ้าจะต้องทุกข์ทรมานมากหากต้องใช้เจ้าสิ่งนี้” เหยาเหลาตอบตรงไปตรงมา

 

“ข้ามิใช่กำลังทนทุกข์ทรมานนักหนาอยู่ตลอดชั่วระยะเวลาหลายวันมานี้หรอกหรือ?” เซียวเอี๋ยนค้านขณะกรอกสองตา มุมปากกระตุกวูบ

 

“เฮะๆ นั่นก็จริง...” เหยาเหลายังคงยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาขณะเอียงศีรษะ หยิบแหวนเก็บของของเซียวเอี๋ยนออกมาก่อนจะหยิบขวดหยกใสกว่าสิบขวดออกมาจากภายใน ขวดหยกเหล่านี้บรรจุไว้ด้วยของเหลวสีแดงชนิดหนึ่งที่ดูเหนียวข้นราวกับโลหิต

 

“นี่คืออะไร?” จ้องมองเจ้าสิ่งไม่คุ้นตาด้วยความสงสัย เซียวเอี๋ยนเอ่ยถาม 

 

“เลือดเดือด!” เหยาเหลายกขวดหยกใบหนึ่งขึ้นมาและเขย่ามันเบาๆ เขายิ้มบาง กล่าวต่อไป “ข้าปรุงสิ่งนี้ขึ้นมาด้วยวัตถุดิบปรุงยาธาตุไฟยี่สิบสามชนิดที่แตกต่างกัน กับเลือดจากสัตว์เทพระดับสองสามสายพันธุ์ หากต้องการประเมินคุณภาพ สิ่งนี้ย่อมจัดอยู่ในยาระดับสี่ชนิดหนึ่ง”

 

“ยาระดับสี่?” เซียวเอี๋ยนเลิกคิ้วสูง เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้เห็นยาที่มีระดับสูงเช่นนี้

 

“ยานี้มีประสิทธิภาพอย่างไร?”

 

“เจ้า “เลือดเดือด” นี้ มีผลเฉพาะกับผู้ที่มีเต๋าชี่ธาตุไฟ สำหรับผู้มีเต๋าชี่ธาตุน้ำ มันจะกลายเป็นยาพิษสำหรับพวกเขาอย่างมิต้องสงสัย หากมันสัมผัสถูกร่างกาย มันจะช่วยเพิ่มศักยภาพของการดูดซับเต๋าชี่ในร่าง ขณะเดียวกัน มันยังสามารถเร่งอัตราเร็วในการฟื้นฟูพลังชี่ด้วย ด้วยกระบวนการทำซ้ำๆ เช่นนี้ ความแข็งแกร่งของเจ้าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น” เหยาเหลายิ้ม ดวงตาปรากฏแววเจ้าเล่ห์ “อย่าเพิ่งด่วนดีใจไป ข้าบอกแล้วว่า หากเจ้าต้องการใช้มันเพื่อเพิ่มอัตราเร็วในการฝึกยุทธ์ เจ้าจะต้องยอมรับความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง”

 

“ทรมานอย่างไร?” เห็นสีหน้าเหยาเหลา เซียวเอี๋ยนพลันรู้สึกตึงเครียดขณะถามไถ่ด้วยความระแวงระวัง

 

“ยื่นมือมาให้ข้า” รอยยิ้มฉาบฉายบนใบหน้า เหยาเหลาดึงแขนข้างหนึ่งของเซียวเอี๋ยนขึ้นมาก่อนที่จะเอียงขวดหยกเพื่อเทของเหลวสีแดงหยดใส่ลงบนแขนของเซียวเอี๋ยน

 

“ซี๊ด...” ทันทีที่ของเหลวสีแดงหยดต้องผิวของเซียวเอี๋ยน เขานิ่งงงงวยในเบื้องแรกก่อนจะสูดลมหายใจเอาอากาศเย็นเยือกเข้าปอดอย่างแรง หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่ม กัดฟันกรอดขณะท่อนแขนยังคงสั่นเทา

 

ในใจเซียวเอี๋ยน ของเหลวสีแดงที่หยดบนท่อนแขนเปรียบดังลูกไฟ มันปลดปล่อยความแสบร้อนแผดเผาออกมาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกที่ถูกเผาไหม้เช่นนี้ราวกับเขาได้ยัดท่อนแขนลงไปในเตาถ่านร้อนระอุ

 

เหยาเหลายิ้มเยาะขณะกำลังคาดเดาถึงปฏิกิริยาของเซียวเอี๋ยน เขาหยิบของบางอย่างออกมาจากแหวนเก็บของอีกชิ้นหนึ่ง จานหยกเล็กๆ ที่ทำด้วยหยกขาวถูกใช้เพื่อชะลออัตราเร็วของหยดของเหลวสีแดงที่กำลังแพร่กระจายออกไป เป็นเหตุให้บริเวณที่มันหยดใส่ค่อยๆ กระจายกว้างขึ้นอย่างช้าๆ

 

รับรู้ถึงของเหลวสีแดงที่กำลังแผ่ขยายกว้างออกไป ท่อนแขนของเซียวเอี๋ยนสั่นรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม บนท่อนแขนนั้น กระทั่งเส้นเลือดก็ราวกับจะบิดเบี้ยวจนผิดรูป ก่อเกิดเป็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง

 

ของเหลวสีแดงเกาะตัวแน่นอยู่บนผิวหนังของเซียวเอี๋ยนขณะปรากฏไอน้ำอุ่นร้อนชั้นบางๆ ไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนท่อนแขนของเซียวเอี๋ยนกลายเป็นสีแดงเรื่อยิ่งขึ้น

 

สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่นานกว่าสิบนาทีก่อนที่จะค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย

 

หลังความรู้สึกที่ถูกเผาไหม้หดหายไปจากแขนเขาอย่างสิ้นเชิง เซียวเอี๋ยนค่อยถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความโล่งอก  เขาปาดเหงื่อเปียกชุ่มออกจากหน้าผาก จ้องมองขวดหยกใบเล็กเบื้องหน้าอีกหนหนึ่ง ทว่าคราครั้งนี้ ด้วยร่องรอยความหวาดหวั่นในดวงตา

 

“เจ้าสิ่งนี้... มันน่ากลัวเกินไปแล้ว” ด้วยความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออ้อยอิ่งอยู่ในหัวใจ เซียวเอี๋ยนแตะท่อนแขนที่กลับสู่อุณหภูมิปกติ จ้องมองเหยาเหลาด้วยแววตาขมขื่น เขากล่าว “เราคงมิใช่กำลังจะใช้สิ่งนี้เพื่อการฝึกยุทธ์หรอกนะ หรือจะใช่?”

 

“ทำใจให้สงบ และสัมผัสกระแสเต๋าชี่ในแขนของเจ้า มีสิ่งใดเปลี่ยนไปหรือไม่?” แทนที่จะตอบคำถามของเซียวเอี๋ยน เหยาเหลาถามพร้อมรอยยิ้ม

 

เขายักสองไหล่ เซียวเอี๋ยนได้แต่เชื่อฟังและหลับสองตาลง ความคิดพลันเคลื่อนสู่วิถีชี่ในท่อนแขน หลังสำรวจอยู่ชั่วครู่ ด้วยความอัศจรรย์ใจ เต๋าชี่ในเส้นทางโคจรของแขนซ้ายมิเพียงเข้มข้นขึ้นกว่าเต๋าชี่ที่โคจรอยู่ในส่วนอื่น ทั้งยังมีพลังงานที่แข็งแกร่งขึ้นด้วย

 

ด้วยความอัศจรรย์ใจ เซียวเอี๋ยนค่อยๆ ลืมตาขึ้นและมองเหยาเหลาที่ยังคงยิ้มแย้มอยู่ด้านข้าง เขาจมอยู่ในความเงียบอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะกัดฟันพูดขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่เอาน่า มาสู้กับมันสักตั้งหนึ่ง!”

 

เห็นท่าทางมุ่งมั่นของเซียวเอี๋ยน รอยยิ้มบนใบหน้าของเหยาเหลาก็พลันกว้างขึ้นยิ่งกว่าเก่า เขาเคยเห็นเมื่อนานมาแล้วว่าเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้มิอาจทนความยั่วยวนใจของอัตราการฝึกฝนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่เจ้า “เลือดเดือด” นี้ทำให้เกิดขึ้นได้

 

“นอนคว่ำลง นับจากนี้ไป เราจะพ่นมันไปทั่วร่างของเจ้าวันละครั้ง นี่จะช่วยให้อัตราการฝึกยุทธ์ของเจ้าก้าวหน้าเพิ่มขึ้นกว่าสามสิบหรือสี่สิบส่วนเลยทีเดียว” เหยาเหลายิ้มขณะสะบัดมือ

 

เซียวเอี๋ยนอ้าปากและกัดเสื้อก่อนที่จะฉวยยึดเศษหินก้อนหนึ่งไว้แน่นด้วยสองมือ ด้วยเสียงพูดอู้อี้ เขาพูดขึ้น “เข้ามาเลย!”

 

เห็นเซียวเอี๋ยนทำท่าทางราวกับกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูร้ายกาจ เหยาเหลาได้แต่ส่ายศีรษะอ่อนใจ ขวดหยกถูกเอียงลงขณะของเหลวสีแดงพลันหยดออกมา...

 

“อา...” เสียงคร่ำครวญและทุกข์ลำเค็ญพลันโหยหวนขึ้นอีกคราหนึ่ง มันดังไปทั่วหุบเขา

 

ขณะที่เซียวเอี๋ยนกำลังบีบคั้นกับทุกเสี้ยวเวลาแห่งการฝึกฝน จำนวนกำลังทหารของสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าก็ยิ่งหนาแน่นและหนาแน่นขึ้น พวกมันสูญเสียเพื่อนร่วมงานไปกว่าสิบคน ในที่สุดก็เริ่มเข้าใกล้บริเวณหุบเขาที่เซียวเอี๋ยนอาศัยอยู่

 

หนึ่งเดือนผ่านไป ในวันหนึ่ง ขณะเซียวเอี๋ยนสามารถยืนหยัดอยู่บนเสาไม้ท่อนที่แปดได้เป็นเวลานาน ในที่สุด สมาชิกผู้หนึ่งในคณะของสำนักคุ้มกันภัยหัวหมาป่าก็บังเอิญได้มาพบเข้ากับหุบเขาอันเงียบสงบแห่งนี้

 

ขณะที่ยืนอยู่ตรงบริเวณทางเข้าหุบเขา เจ้าทหารหัวหมาป่าผู้นี้จ้องมองเงาร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่ใต้ม่านน้ำตกด้วยดวงตาเซ่อซ่า เพียงชั่วครู่เดียว ขณะสายลมเย็นพัดโชยเบาๆ เขาจึงได้สติและครั้งนี้ ความปีติยินดีพลันพวยพุ่งขึ้นในหัวใจ ปราศจากคำพูดใดๆ เขารีบดึงพลุสัญญาณออกมาอกเสื้อ ทว่าชั่วพริบตาที่เขาตั้งใจจะปล่อยสัญญาณ ลมรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าปะทะที่เบื้องหน้า

 

ความรุนแรงจากการโจมตีนี้ส่งผลให้ทหารที่แข็งแกร่งระดับเต๋าเจ่อหกดาวผู้หนึ่งสั่นระริกในหัวใจ ฝ่าเท้าพลันกระแทกลงบนพื้นดินขณะร่างกายหมุนตัวเพื่อหลบหนี

 

“ตูม!” เงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านอากาศและกระโจนลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง ทันใดนั้น ฝุ่นผงฟุ้งกระจายบินว่อน ไม้บรรทัดโลหะสีดำแท่งใหญ่ถูกปักลงบนพื้น

 

เมื่อเห็นไม้บรรทัดยักษ์สีดำหน้าตาประหลาด ลูกตาของเจ้าทหารผู้นี้พลันหรี่ลง อาวุธพิเศษชิ้นนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเด็กหนุ่มที่พวกเขาออกค้นหาไปเรียบร้อยแล้ว

 

ชั่วขณะที่ฝุ่นผงปลิวฟุ้งอยู่ในอากาศ ปิดบังวิสัยมุมมองไว้เส้นหนึ่ง เจ้าทหารที่เปี่ยมประสบการณ์และผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนหาได้แสดงท่าทางผิดหวังไม่ เงาร่างของมันยังคงล่าถอยอย่างรวดเร็ว ขณะสายตาแหลมคมกวาดมองไปด้านหลังและสำรวจทั่วอาณาบริเวณ

 

ชั่วขณะที่เจ้าทหารผู้นี้เกือบจะเหยียบย่างเข้าสู่หุบเขา สัมผัสว่องไวราวแมงมุมของเขาพลันรู้สึกราวกับโดนหนามแหลมทิ่มตำขณะรีบทรุดตัวลงกับพื้น

 

“เปรี้ยง!” เสี้ยวเวลาที่ทิ้งร่างลงสู่พื้น พลังงานชี่รุนแรงสายหนึ่งเร่งรุดแหวกพุ่งผ่านอากาศเหนือหัวไปก่อนที่จะปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ด้านหนึ่ง ทันใดนี้ ลำต้นไม้ใหญ่ปริแตกออกตามด้วยเสียงหักโค่น ไม้